“ลุยโลด…มะริด”

“ลุยโลด…มะริด” (1)

อยากจะไป…เชิญซิ-เชิญไป

คือสองเราสาวเหลือน้อย 60 หยกๆ 70 หย่อนๆ

70 คือฉัน 60 หยกๆ คือน้องแดง

น้องแดง-ประพิมพรรณ อดีตผู้กองเป้า แห่งกองร้อยหญิงแดง เมื่อครั้งยังสาวเยอะ

วันนี้สาวน้อยลง แดงเปลี่ยนบทบาทเป็นเจ้าของสวนปาล์ม-สวนยางกว่า 70 ไร่

ส่วนฉันก็ย้ายมาเป็นเพื่อนกับ “คหปตานี” เจ้าของสวนปาล์ม-สวนยาง

แดงชวนไปเที่ยวบ้านสวนของเธอ-เลื่อนมาหลายรอบแล้ว

ตัดสินใจจริงจังเอาตอนอายุ 70 พี่จะบินมาก็ได้นะคะ

เร็วไปค่ะ สบายๆ Slow life-นอนไปดีกว่า

จองตู้นอน-ได้เตียงบนก็ไม่เป็นไร ถือโอกาสทดสอบกล้ามเนื้อแข้งขา ปีนขึ้น ปีนลง

รถไฟเทียบสถานีชุมพรตอนตี 4 งัวเงียปีนลงจากเตียง ลงมายืนหลับๆ ตื่นๆ ที่สถานี

รอสาวแดงนั่งมอเตอร์ไซค์ไปที่สวน ขับรถมารับ

พักบ้านแดงสองวัน ต้องตัดปาล์ม ขายปาล์ม ขายยางก่อน

สองวันในสวนปาล์ม ดูคนงานตัดปาล์ม ดูแดงตัดใบปาล์ม

ทึ่งสิ…ตัวนิดเดียว เอวบางร่างน้อย ฟันฉับๆ ลากใบปาล์มมาคลุมหญ้า

สวนปาล์ม เดิมเป็นสวนมังคุด เงาะ ทุเรียน

แดงโค่นมังคุดทิ้งเสียครึ่ง ลงพืชเศรษฐกิจยอดนิยม ปาล์ม ยาง ราคาดี

ต้องสวมบู๊ตยางกันงูเงี้ยวเขี้ยวขอ เดินท่องสวนปาล์ม บรรยากาศในสวนร่มครึ้ม

เหมือนเดินป่าข้ามห้วยน้ำซับ ชวนให้นึกถึงเทือกเขาบรรทัด

แดงรำพึง-ปีนี้ได้ผลผลิตน้อย ระหว่างขับรถตามรถขนปาล์มไปที่จุดขาย

ป้ายแสดงราคายาง ณ วันนี้ กิโลกรัมละ 3.70 บาท จาก 3 บาท ขึ้นมา 70 ตังค์

แย่มาก…เทียบกับเมื่อก่อน สี่บาท-ห้าบาท-สิบบาท

ยังดีที่ได้ตังค์-แต่ก็ขาดทุนค่ะ ยังต้องถางหญ้า ลงปุ๋ยอีก

มาเที่ยว (ดูงาน) สวนปาล์มของแดง-สนุกเหมือนได้ผจญภัยเล็กๆ

ดีจัง-มีเพื่อนเป็นเจ้าของสวนปาล์ม ดีใจ-ที่ตัวเองไม่มีสวนปาล์ม

ไปโลด- “ด่านสิงขร”

เสร็จสิ้นภารกิจเจ้าของสวนปาล์ม แดงขับรถพาเยือนหาดดังทั้งหลายแหล่ของชุมพร

พาขึ้นยอดเขามัทรีจุดชมวิวเมืองชุมพร 360 องศา ฝนตกเปียมะลอกมะแลก

“ชุมพรมีทะเลมีเกาะ ถ้าพี่ชอบทะเลไปนอนเกาะ ฟังเสียงคลื่นก็ได้นะคะ”

“หรือจะไปมะริด เลือกได้เลย”

“มะริดสิคะ ต่างแดนต่างด้าว”

“โอเค มะริดก็มะริด แดงยังไม่เคยไปเหมือนกัน”

“ดีค่ะ “ลุยโลด มะริด” ด้วยกันเลย…”

เช้าวันรุ่งขึ้น สัมภาระเป้คนละใบ หิ้วผลไม้ไปด้วย เผื่อหิวกลางทาง

สายหน่อยหิว ไม่กินผลไม้ หิวข้าว-แวะกินข้าวรองท้องข้างทาง มองเห็นรถบรรทุกสิบล้อจอดเรียงแถวยาวริมทาง คือ “ร้านข้าวแกงสิบล้อค่ะ”

“สะอาดดี รสชาติใช้ได้ เผ็ดหน่อย” แดงจอดรถต่อสิบล้อคันท้ายสุด เป็นร้านเปิดใหม่

“ข้าวราดแกงไก่ (บ้าน) ไข่พะโล้” ผักสดเต็มถาดมีน้ำพริก กับปลาเล็กปลาน้อยทอดกรอบแถมฟรี

โชเฟอร์สิบล้อกินจุ แม่ค้าตักข้าวพูนเต็มจาน สองเราสาวสี่ล้อ กินไม่หมดเหลือครึ่งชาม-แหม เสียดาย

เพื่อมิให้เสียเวลาเดินหน้า-ร่าเริงสู่ “ด่านสิงขาร” จุดหมายอันดับแรก ระยะทาง 180 ก.ม. เจอฝนหนักบ้างเบาบ้างตลอดเส้นทาง

ถึงแยกประจวบฯ เลี้ยวขวาตามป้าย-ด่านสิงขร…เมียนมา 13 ก.ม. พลันท้องฟ้าก็แจ่มใส ถือเป็นฤกษ์งามยามดี

ถึงด่านสิงขร 10 โมงกว่า มองเห็นด่านมหึมาผงาดอยู่บนเนินเขา-สง่างาม

ทริปมะริด ตัดสินใจฉับพลัน-ไกด์คือแดง ลูกทัวร์คือฉัน มีข้อมูลมะริดนิดหน่อย

แค่ใช้บัตรประชาชนก็ทำใบผ่านทางเข้าพม่าได้ตั้ง 7 วัน สัญชาตญาณ “ดาบหน้า” สำแดงทันที ยิ่งมากับแดง ฉายเดี่ยวเที่ยวต่างแดนร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำมาแล้ว ไม่มีฝ่ายค้านเลย

ระหว่างรอถ่ายเอกสารบัตรประชาชน น้องสาวน่ารักผิวคล้ำ-ตาคมรอทำเอกสารเหมือนกัน สนใจสองเราเป็นพิเศษ ถามโน่นนี่นั่น “มีรถมารับหรือเปล่าคะ”-ไม่มีค่ะ ไปกันเอง

“มีไกด์หรือเปล่าคะ” ไม่มีค่ะ – “พี่พูดพม่าได้หรือคะ” – ไม่ได้ค่ะ “พูดพม่าไม่ได้ ไม่มีไกด์จะไปกันไงคะ”

“ใช้แผนที่ค่ะ” แดงตอบ – “แล้วพักที่ไหนคะ” – “ยังไม่รู้เลยค่ะ ไปหาเอาข้างหน้า”

น้องตาคมฟังแล้วตาโตเท่าไข่ห่าน – “ถึงด่านตรวจคนเข้าพม่า ต้องแจ้งที่พัก ไม่มีเข้าไม่ได้ค่ะ”

คราวนี้-ตาสองเราโตยิ่งกว่าตาไข่ห่านของน้อง อุทานประสานเสียงหลง

“อ้าวววว ไม่มีที่พัก เข้ามะริดไม่ได้เหรอ”

มะริด…ผ่านตลอด

วันนี้ไม่ใช่วันหยุดสุดสัปดาห์-สำนักงานด่านสิงขรไม่จอแจ มีสองเรากะเจ้าหน้าที่ และน้องสาวผิวคล้ำตาคมเป็นคนไทย ที่เหลือน่าจะเป็นพม่ารามัญ 5-6 คน

น้องอร-สาวแกร่งผิวคล้ำตาคมไม่ได้ไปเที่ยวมะริด

“ทำงานค่ะ ไปรับอาหารทะเลมาส่งภัตตาคาร” เธอคงห่วงสองมนุษย์ป้าบ้าบิ่น ก่อนจะผละด่านไทยเข้าเขตพม่า หันมาสั่งว่า

“ถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองพม่า แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าพักโรงแรมเมียนโมนะคะ เป็นโรงแรมใหญ่ มี WIFI มีคนพูดไทยได้”

“ขอบคุณ ขอบคุณมากค่ะน้องสาว”

ระหว่างยืนรอสาวแดงลงไปขับรถที่จอดทิ้งไว้หน้าตลาดมาจอดที่ลานจอดรถของด่าน ตามคำแนะนำเจ้าหน้าที่

“ปลอดภัยกว่าขับรถเข้าไปจอดด่านพม่าค่ะ กลางคืนมีคนเฝ้า”

“กลับมาก็ให้รางวัลลุงแกสัก 100 นึงก็ได้” สองสาวเจ้าหน้าที่ด่านสิงขร หนึ่งสาวสูงยาวเข่าดีหยอกเย้า

“ป้ากะลุยมะริดกันเองเลยเหรอคะ”

“ค่ะ แก่แล้ว กลัวอะไร ลุยโลด” พวกเธอหัวเราะกันกิ๊กกั๊ก

แดงเตรียมพร้อมสูง ขนกุญแจล็อกพวงมาลัยด้วย แต่ล็อกไม่เป็น

“แดงไม่เคยล็อกเลยพี่” หนุ่มไม่น้อยยืนเตร่เหมือนรอใครแถวลานจอดรถ เมียงมองสองเรา เลยตกเป็นเหยื่อ

“น้องคะ ล็อกรถไงคะ”

“ไม่ต้องล็อกพวงมาลัยก็ได้ครับ แค่ล็อกประตูรถ ที่นี่มีคนเฝ้า” ถือโอกาสสนทนา เขามีรถตู้แต่ไม่ใช่รถโดยสาร จะเข้าไปทำธุระส่วนตัวที่มะริด

“มีรถตู้ส่งผู้โดยสารไปมะริดที่หมู่บ้านมูด่อง” เขาเป็นชายไทย พูดพม่าคล่องมาก

เอื้อเฟื้อสองเราเดินไปเรียกมอเตอร์ไซค์มาให้เสียด้วย มอเตอร์ไซค์พม่าพูดไทยไม่ได้

“บอกแล้วครับ ให้ไปส่งที่คิวรถตู้ไปมะริดที่หมู่บ้านมูด่อง”

“คันเดียวซ้อนสาม…เนี่ยนะ” หนุ่มมอเตอร์ไซค์คว้าเป้สองเราไปยัดใส่ตะแกรงหน้ารถ พยักหน้าให้เกาะท้าย

“พี่ขึ้นก่อนค่ะ คร่อมเลย แดงเกาะท้ายเอง” ตามนั้น

โชเฟอร์สตาร์ตเครื่อง บรื้นๆๆ พุ่งรถผ่านด่านชายแดนไทยสู่เขตพม่า หวิวมากพี่น้อง ถนนไต่ขึ้นเทือกเขาตะนาวศรีค่อนข้างชัน ฉันตะโกนแข่งเสียงรถ แดงเกาะท้ายดีๆ นะ ส่วนฉันขยุ้มไหล่โชเฟอร์กินหมากปากแดงแน่น

หวิวพักเดียวก็ลงตัว ยกมือถือมาเซลฟี่ขี่มอเตอร์ไซค์ไต่โค้งสวยตะนาวศรี เห็นหมู่บ้านฝั่งไทยลิบๆ เป็นฉากหลังไว้เป็นที่ระลึกกันหน่อย

“แดง ยื่นหน้ายิ้มค่ะ” ประพิมพรรณชะโงกยิ้มหวาน ชูสองนิ้ว สู้ สู้

ต้องขอบคุณน้องอรสำหรับที่พัก “โรงแรมเมียน โม” ทำให้ทริปมะริด 3 วัน “ผ่านตลอด”

จ่ายเงินให้ด่านตรวจคนเข้าเมืองพม่าคนละ 60 บาท

มอเตอร์ไซค์ปากแดงจอดรอตรงทางออกแล้วค่ะ คร่อมรถหลังโชเฟอร์ แดงประกบท้าย ตบไหล่โชเฟอร์

“ไปโลด น้องชาย”

บทความก่อนหน้านี้จดหมาย/ฉบับประจำวันที่ 13-19 กรกฎาคม 2561
บทความถัดไปล้านนาคำเมือง : คูบาสีวิไจแป๋งหนตางขึ้นดอยสุเต้บ