‘งานบอล’ แบบใหม่

ภาพจาก Chula BAKA

ไม่ว่าแท้จริงแล้ว องค์ประกอบต่างๆ ของงานฟุตบอลประเพณีที่มีความเกี่ยวเนื่องกับสถาบันการศึกษาแห่งแรกๆ ในประเทศนี้ จะมีสถานภาพเป็น “ประเพณีประดิษฐ์” ที่เพิ่งสร้าง หรือเป็น “ประเพณีเก่าแก่” ที่มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่านั้น

กิจกรรมเหล่านี้ ทั้ง “ฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์” หรือ “ฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคี” มักถูกพิจารณาว่าเป็นภาพแทนของ “วัฒนธรรมเก่า” และความเชื่อแบบ “อนุรักษนิยม” มากกว่าจะเป็นภาพสะท้อนแห่ง “ความเปลี่ยนแปลง” หรือ “วัฒนธรรมเสรีนิยม”

กระนั้นก็ตาม ในรูปแบบกิจกรรมที่แลดู “เก่าแก่-สืบเนื่อง-ยาวนาน” ก็ถูกซ่อนแฝงไว้ด้วย “อารมณ์ความรู้สึกใหม่ๆ” ที่สื่อถึง “ความเปลี่ยนแปลง” และ “การต่อต้านท้าทายอำนาจ” อยู่บ้างเป็นครั้งคราว

ถ้าไม่นับรวม “ขบวนพาเหรดล้อการเมือง” ที่มุ่งหยอกล้อจิกกัด “สังคมการเมืองร่วมสมัย” ณ ห้วงขณะนั้นๆ เป็นประจำอยู่แล้ว

ต้องไม่ลืมว่าหนึ่งในกระบวนการรื้อฟื้นเกียรติยศ-ชื่อเสียงของ “ปรีดี พนมยงค์” ก็ถือกำเนิดขึ้นผ่านกิจกรรมแปรอักษร ในงานฟุตบอลประเพณีฯ เมื่อกลางทศวรรษ 2520

นอกจากนี้ ในยุคที่ประเทศไทยมีผู้นำคณะรัฐประหาร-นายกรัฐมนตรีชื่อ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” การแปรอักษรของโรงเรียนบางแห่งในเครือจตุรมิตร ก็พยายามยกย่อง-กล่าวถึง “ศิษย์เก่า” ผู้กล้าวิพากษ์อำนาจนำกระแสหลักในสังคม (จนถูกกระทำโดย “อำนาจรถถัง”) อย่างไม่เคยมีปรากฏมาก่อน

กล่าวอีกแบบได้ว่า “งานบอล” นั้นมีสภาพเป็นสนามที่เปิดช่องให้ “แนวคิดเก่า” และ “แนวคิดใหม่” ได้มาปะทะสังสรรค์กันอยู่เสมอ

 

“งานฟุตบอลสานสัมพันธ์จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์” ประจำปี 2567 ที่เพิ่งจัดกันไป คือ “งานฟุตบอลประเพณีฯ” ซึ่งได้รับการอัพเดตให้เป็น “เวอร์ชั่นใหม่” ยิ่งขึ้น

เริ่มต้นด้วยกระบวนการจัดงาน ซึ่งอยู่ในมือของ “ศิษย์ปัจจุบัน” อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยขึ้น

ยิ่งกว่านั้น “งานฟุตบอลสานสัมพันธ์ฯ” ยังไม่เพียงสอดแทรก “เนื้อหา-ความคิดใหม่ๆ” ลงไปใน “รูปแบบกิจกรรมเก่าๆ” ดังที่เคยทำกันมา

ทว่า ยังริเริ่มปรับปรุง “รูปแบบกิจกรรมหลักๆ” ของ “งานบอล” ให้มี “ความทันสมัย-ร่วมสมัย” มากขึ้น

ถ้ามีคนเคยวิพากษ์ว่ากิจกรรม “แปรอักษร” คือ การลดทอนมนุษย์จำนวนมากลงเป็น “พิกเซลขนาดจิ๋ว” ในภาพจำลองขนาดใหญ่ยักษ์ ที่ถูกจัดแสดงบนอัฒจันทร์สนามกีฬา

โดยมนุษย์ผู้ถูกลดทอนคุณค่าเหล่านั้น จะต้องอดทนตากแดดร้อนๆ ยอมเหนื่อยยากลำบากกาย กินอาหาร-ดื่มน้ำ-ปลดทุกข์ไม่สะดวก แถมยังไม่ได้ดูบอลบนสนามอย่างเต็มตาอีกต่างหาก

การแปรอักษรด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง “จอ LED” ใน “งานบอล” หนล่าสุด ก็ถือเป็น “การทดลองเปลี่ยนแปลง” ที่เข้าท่ามากๆ

ถ้ากิจกรรม “การอัญเชิญพระเกี้ยว” แบบเดิม ถูกครหาว่าต้องนำทรัพยากรมนุษย์มาใช้อย่างสิ้นเปลือง แถมยังแบ่งคนออกเป็น “ชนชั้น” ระหว่าง “ชนชั้นนั่งเสลี่ยง” กับ “ชนชั้นแบกเสลี่ยง”

“การอัญเชิญพระเกี้ยว” ด้วยรถกอล์ฟไฟฟ้า ก็นับเป็น “การทดลอง” ที่ตัดลดการใช้ทรัพยากรมนุษย์โดยเปล่าประโยชน์ ทั้งยังเพิ่มมิติเรื่องการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและความเสมอภาคในสังคม ได้อย่างน่าสนใจ

 

ด้วยความเชื่อว่า “งานบอล” ทุกครั้ง ควรมี “องค์ประกอบแปลกใหม่” สอดแทรกเข้ามาเสมอ โดยส่วนตัว จึงมิได้รู้สึก “คิดลบ” กับ “งานบอลจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์” ครั้งล่าสุด

ตรงกันข้าม ยิ่งพอนิสิตนักศึกษารุ่นปัจจุบันกล้าเปลี่ยน “รูปแบบกิจกรรมหลัก” ใน “งานบอล” ผมกลับยิ่งรู้สึกชื่นชมความกล้าคิดกล้าทำของคนรุ่นใหม่

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติเช่นกัน หากจะมีใครไม่ชอบหรือเห็นต่างกับ “ความเปลี่ยนแปลง” ที่เพิ่งอุบัติขึ้น

อย่างไรก็ดี การประเมินค่า “ความเปลี่ยนแปลงในงานบอล” ไม่ควรจะวางพื้นฐานความคิดอยู่บนเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ หรือความเชื่อประหนึ่งลัทธิศาสนา ที่ห้ามแตะต้อง ลบหลู่ ดูหมิ่น และปรับเปลี่ยน

เนื่องจาก “งานบอล” คือ กิจกรรมนันทนาการ-สันทนาการ ที่มิใช่พิธีกรรมหรือของสูงขึ้นหิ้ง

ทว่า เราสามารถประเมินค่า “ความเปลี่ยนแปลงในงานบอล” ผ่านมุมมองอื่นๆ ได้ เช่น การถกเถียงกันบนพื้นฐานเรื่อง “สุนทรียะ” ว่าอะไรงาม-ไม่งาม สวย-ไม่สวย ซึ่งเมื่อพิจารณาบนฐานนี้ การวิจารณ์ “การแปรอักษรด้วยจอ LED” และ “การอัญเชิญพระเกี้ยวด้วยรถกอล์ฟ” ก็เป็นสิ่งที่ฟังขึ้นไม่น้อย

และถึงที่สุดแล้ว การเลือกว่าจะทำหรือไม่ทำอะไรใน “งานบอล” ควรเป็นเรื่องที่นิสิตนักศึกษา ณ ขณะนั้น ได้ “เล่น-ทดลอง-ตัดสินใจ” กันเอาเอง

ส่วน “ศิษย์เก่า” และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คนแก่” ที่ไม่ใช่ “ศิษย์เก่า” ก็ไม่ต้องอิน ไม่ต้องไปตีอกชกหัว ให้มากเกินควร •

 

ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน