ของดีมีอยู่ : โควิดฯ VIP / ปราปต์ บุนปาน

 

ของดีมีอยู่ / ปราปต์ บุนปาน

 

การแพร่ระบาดของ “โควิด-19” นั้นมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับประเด็นเรื่อง “ความเท่าเทียม” และ “ความเสมอภาค” หรือ “ความไม่เท่าเทียม” และ “ความไม่เสมอภาค” อยู่เสมอ

ในประเด็นว่าด้วย “ความเท่าเทียม-เสมอภาค” การแพร่ระบาดของ “โควิด-19” ระลอกล่าสุดได้ลุกลามไปถึงกลุ่มชนชั้นนำและผู้มีชื่อเสียงในสังคมอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ดังจะเห็นข้อมูลข่าวสารว่าผู้ติดโควิดรอบนี้ มีตั้งแต่คนในวงการบันเทิง ไปจนถึงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ รวมทั้งบุคคลระดับรัฐมนตรี

ด้วยรายชื่อที่สะดุดตาสะดุดใจ อาทิ “แสตมป์ อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข” ศิลปินนักร้องชื่อดัง “พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด” อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ และ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” รมว.คมนาคม-เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย

ขณะเดียวกัน สมาชิก ครม. และ ส.ส.จำนวนมาก ต่างก็ต้องกักตัวและเข้าตรวจหาเชื้อโควิด ท่ามกลางสถานการณ์แพร่ระบาดรอบนี้

นี่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่บ่งชี้ว่าสถานะทางสังคม-เศรษฐกิจมิสามารถป้องกันใครให้ปลอดพ้นจาก “โควิด-19” ได้โดยสิ้นเชิง

 

อย่างไรก็ดี การเผชิญหน้าโรคระบาดโดย “เท่าเทียม-เสมอภาค” ย่อมนำไปสู่ความคาดหวังที่ยกระดับขึ้นของผู้คนจำนวนมากในสังคม

เป็นความคาดหวังว่ารัฐบาลจะบริหารจัดการสถานการณ์โดยคำนึงถึงคนทุกกลุ่ม-คนส่วนใหญ่มากยิ่งขึ้นหรือ “ดีกว่า” ที่แล้วๆ มา

ผ่านการเร่งจัดหา-จัดสรร “วัคซีนป้องกันโควิด-19” อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว

ตลอดจนการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคอย่างมีประสิทธิผล และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างครอบคลุมครบทุกมิติ

ในมุมกลับกัน การบริหารจัดการสถานการณ์ “โควิด-19 ” ก็มักถูกมองว่ามีมิติของ “ความไม่เท่าเทียม-ไม่เสมอภาค” แฝงอยู่ตลอด

ดังจะเห็นว่าแหล่งสำคัญของการแพร่กระจายโรคตั้งแต่ครั้งก่อนๆ กระทั่งมาถึงครั้งนี้ ล้วนเป็น “สถานที่สำหรับบุคคลระดับวีไอพี” ไม่ว่าจะเป็นสนามมวย บ่อนการพนัน หรือสถานบันเทิงยามค่ำคืน

แต่ผู้ได้รับผลกระทบหนักหนาสาหัสที่สุด จากปัญหาปากท้อง-เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นตามมา กลับเป็นคนเล็กๆ ในระดับรากหญ้าหรือคนที่ต้องหาเช้ากินค่ำ

 

สําหรับกรณีการแพร่ระบาดของ “โควิด-19” รอบใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น ดูเหมือนสังคมกำลังตั้งข้อสงสัยกันอย่างแพร่หลายว่ากระบวนการ “สืบสวนโรค” นั้นจะดำเนินไปอย่าง “เท่าเทียม-เสมอภาค” จริงหรือไม่?

เป็นความสงสัยว่า “บุคคลระดับวีวีไอพีทางการเมือง” ที่ติดโควิด ไม่ว่าจะรัฐมนตรีหรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่นั้น ได้เปิดเผยไทม์ไลน์การดำเนินชีวิต-กิจกรรมต่างๆ ในรอบสองสัปดาห์ของตนเอง อย่างละเอียด-ครบถ้วนเพียงใด?

เพื่อสาธารณชนจะได้ตระหนักรับทราบโดยถ้วนหน้าว่า “วีวีไอพีเหล่านี้” ติดเชื้อมาจากไหน? และเชื้ออาจจะกระจายตัวไปยังที่ใดหรือผู้ใดต่อ?

นี่เป็น “ข้อสงสัย” อันนำไปสู่ “ข้อเรียกร้อง” ถึง “วีวีไอพีทางการเมือง” ว่าพวกเขาต้องปฏิบัติตนในมาตรฐานเดียวกันกับบุคคลจากแวดวงอื่นๆ

หรือปฏิบัติตนเฉกเช่นประชาชนคนธรรมดาสามัญ ที่ถูกภาครัฐ-ผู้นำประเทศเรียกร้องให้มีความรับผิดชอบต่อตนเองและ “การ์ดอย่าตก” อยู่ทุกครั้งคราวยามเกิดปัญหา

 

ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา รัฐไทยได้สวมบทบาท “บิ๊กบราเธอร์” ซึ่งคอยสอดส่องติดตามไทม์ไลน์วิถีชีวิต-พฤติกรรมของพลเมืองผ่านเทคโนโลยีอันสมัย ด้วยเหตุผลในเรื่องการ “ป้องกันโรค”

มาวันนี้ อาจถึงคราวที่ประชาชนไทยจะได้สวมบทบาท “ลิตเติลพีเพิล” เพื่อจับจ้องตรวจสอบไทม์ไลน์ของชนชั้นนำระดับ “บิ๊กๆ” กันบ้าง

บทความก่อนหน้านี้หลังเลนส์ในดงลึก : ‘ต้นทาง’ / ปริญญากร วรวรรณ
บทความถัดไปคปภ.ผุดนวัตกรรมบอร์ดเกม สื่อเรียนรู้ด้านการประกันภัยสำหรับเยาวชนครั้งแรกในประเทศ พร้อมชวนร่วมประกวดออกแบบบอร์ดเกม ชิงเงินรางวัล รวม3แสน