ของดีมีอยู่ : อุดมการณ์ของ “คนรุ่นกลาง” จากสองฟากฝั่ง / ปราปต์ บุนปาน

 

ของดีมีอยู่ / ปราปต์ บุนปาน

 

หลายคนอาจพินิจพิเคราะห์รายชื่อรัฐมนตรีใหม่ในการปรับคณะรัฐมนตรีที่เพิ่งเกิดขึ้นด้วยมุมมองที่แตกต่างกันออกไป

แต่มีจุดหนึ่งที่คนจำนวนไม่น้อยอาจมองข้าม นั่นก็คือ มีรัฐมนตรีสองรายที่อายุยังไม่ถึง 50 ปี ได้แก่ “ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์” รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ “ตรีนุช เทียนทอง” รมว.ศึกษาธิการ

เมื่อผนวกรวมกับบรรดารัฐมนตรีที่อายุไม่ถึง 50 อยู่แต่เดิมคือ “สุชาติ ชมกลิ่น” รมว.แรงงาน “วราวุธ ศิลปอาชา” รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม “อิทธิพล คุณปลื้ม” รมว.วัฒนธรรม “นฤมล ภิญโญสินวัฒน์” รมช.แรงงาน และ “อธิรัฐ รัตนเศรษฐ” รมช.คมนาคม

ก็จะเท่ากับว่า ครม.ภายใต้การนำของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ที่บางฝ่ายประเมินว่าเป็นตัวแทนของกลุ่ม “คนแก่” จาก “เศษซากอดีต” ซึ่งพยายามฉุดรั้งประเทศไม่ให้เดินหน้าไปสู่ “อนาคต” นั้น

มี “รัฐมนตรีรุ่นหนุ่ม-สาว” อยู่ถึง 7 คน

 

ข้อเท็จจริงเบื้องต้นทำให้นึกถึงอุปมาเปรียบเทียบที่ว่าในการต่อสู้ทางการเมืองระลอกนี้ “คนรุ่นเก่า” มีแต่จะโรยราล้มตายลงไป ผิดกับ “คนรุ่นใหม่” ที่จะทวีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ราวกับว่าคนสองกลุ่มเป็นมวลชนที่แบ่งแยกออกจากกันโดยเด็ดขาด ทั้งในแง่ “จำนวน” และ “อุดมการณ์”

อย่างไรก็ตาม เราอาจหลงลืมไปว่า มี “คน (เคย) รุ่นใหม่” ที่เติบโตขึ้นเป็น “คนรุ่นกลาง” รายแล้วรายเล่า ที่นำพาตนเองหรือถูกดูดกลืนเข้าสู่เครือข่ายอำนาจ-ผลประโยชน์ที่กำกับ-ควบคุม-ยึดกุมโดย “คนรุ่นเก่า” หรือ “วัฒนธรรมการเมืองแบบคนรุ่นเก่า”

ไม่ใช่แค่เพียงส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็งอย่างคณะรัฐมนตรีเท่านั้น ทว่าระบบราชการ กลไกอำนาจรัฐต่างๆ รวมถึงภาคเอกชนเจ้าใหญ่ๆ ก็มิได้ถูกผลักดันด้วยมือของ “คนแก่” ตามลำพัง

แต่มีการผลิต “คนรุ่นกลาง” จำนวนมากขึ้นมาทำงานรับใช้ระบบ

ถ้าสำรวจข้อมูลกันอย่างจริงจัง เราจะพบว่ามีข้าราชการระดับอธิบดี เทคโนแครต ผู้บริหารภาคเอกชน และนักการเมืองอายุไม่ถึง 50 ปีอีกไม่น้อย ที่ไม่ได้ต่อต้านและสามารถทำงานร่วมกับ คสช. มาจนถึงรัฐบาลพลังประชารัฐ อย่างเต็มใจ

โดยพวกเขาไม่จำเป็นจะต้องแสดงจุดยืนเห็นด้วยกับ “ระบอบประชาธิปไตย” หรือสนับสนุนการออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยของ “คนรุ่นใหม่”

หรืออย่าง (แย่) น้อยที่สุด พวกเขาบางคนก็มิอาจแสดงท่าทีเช่นนั้นต่อสาธารณชนได้ ด้วยข้อจำกัดทางด้านสถานภาพ

 

ข้ามมาที่ฟากฝั่งประชาธิปไตย

นอกจาก “คนรุ่นใหม่” รุ่นล่าสุดที่เริ่มออกมาเคลื่อนไหวตั้งแต่ปี 2563 คนฝั่งนี้ยังประกอบด้วย “ผู้อาวุโส” จำนวนหนึ่ง และ “คนรุ่นกลาง” ที่อาจกระตือรือร้นทางการเมืองหลังรัฐประหารปี 2549 หรือเหตุการณ์ปราบปรามคนเสื้อแดงปี 2553 เป็นต้นมา

“คนรุ่นกลาง” วัย 30 ปลายๆ ถึงไม่เกิน 50 เหล่านี้นี่แหละ ที่เป็น “คนรุ่นเดียว” กับบรรดา “รัฐมนตรีหนุ่ม-สาว” 6-7 คน และ “คนทำงาน” อีกมากมายภายใต้เครือข่ายอำนาจรัฐ-ทุนยุคปัจจุบัน

ที่ผ่านมา “คนรุ่นกลาง” ของฝ่ายประชาธิปไตย อาจนึกตำหนิตัวเองในใจว่า พวกตนนั้นล้มเหลวในการสร้าง “ประชาธิปไตยสมบูรณ์” หรือ “ขยับเพดานการต่อสู้” ได้ไม่สูงเท่า “คนรุ่นใหม่”

แต่จริงๆ แล้ว “จุดอ่อนสำคัญ” ของคนกลุ่มนี้ อาจอยู่ที่ “อาวุธทางการเมือง” ของพวกเขา (ที่ถูกส่งมอบไปให้ “คนรุ่นใหม่” ยุคปัจจุบันเรียบร้อย) ซึ่งมีลักษณะเป็น “ซอฟต์เพาเวอร์” ล้วนๆ

เช่น ทักษะในการประท้วงเชิงสัญลักษณ์และการระดมพลเคลื่อนไหวบนท้องถนน, ความสามารถในการแพร่กระจายอารมณ์โกรธแค้น-ผิดหวัง-เยาะเย้ยเสียดสีในโซเชียลมีเดีย, ศักยภาพในการรณรงค์แบนสินค้าและบริการที่เจ้าของผลิตภัณฑ์ไม่มีแนวคิดประชาธิปไตย, การเข้าไปยึดครองแทรกซึมพื้นที่ทางสังคม-วัฒนธรรมบางส่วนเอาไว้ได้

รวมถึงการมีผลงานทางภูมิปัญญาในฝั่งของตนเอง (พร้อมๆ กับการเชื่อว่าคู่ต่อสู้อีกฝั่งนั้นไม่มีคุณสมบัติประการนี้อย่างสิ้นเชิง)

ทว่า “คนรุ่นกลางฝ่ายประชาธิปไตย” กลับยังไม่สามารถเข้าถึงอำนาจรัฐและทรัพยากรทางเศรษฐกิจก้อนใหญ่ๆ ได้เลย

แม้พวกเขาอาจมี “พรรคการเมือง” ที่พอจะเป็น “ตัวแทน” ของคนรุ่นตนเองได้ในระดับหนึ่ง แต่พรรคการเมืองดังกล่าวก็ถูกบั่นทอนพลังลงด้วยกลไกบิดเบี้ยวในรัฐธรรมนูญและธรรมชาติบางประการของระบบการเมืองไทย

ดังนั้น ท่ามกลางการดำรงอยู่ของ “คนแก่” ที่ไม่ยอมหนีหายไปไหน และ “คนรุ่นใหม่” ที่ต้องต่อสู้ไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้สั่งสมประสบการณ์

สังคมการเมืองไทยยังเป็นสนามประลองกำลังระหว่าง “คนรุ่นกลาง” สองฝั่ง ซึ่งมีลักษณะเด่น-ด้อยผิดแผกจากกัน

บทความก่อนหน้านี้หนุ่มเมืองจันท์ : เราอยากเป็น “โจนาธาน ลิฟวิงสตัน”
บทความถัดไปศึกแก้รัฐธรรมนูญ ศึก 3 ก๊ก ‘พปชร.+ส.ว.’-‘ภท.+ปชป.’-‘ฝ่ายค้าน’ ใต้ระบอบ ‘3 ป.’ / บทความในประเทศ