ฐากูร บุนปาน | “โลกคู่ขนาน” ของ ส.ว.-ส.ส.พลังประชารัฐ

ฐากูร บุนปาน

ไม่ใช่จินตนาการทางวิทยาศาสตร์หรือนิยายแฟนซีที่ไหน

แต่จักรวาลนี้มี “โลกคู่ขนาน” อยู่จริง

ตัวอย่างอยู่ตรงหน้าเราๆ ท่านๆ ในสังคมไทยนี่เองล่ะครับ

เมื่อ 47 วุฒิสมาชิก ร่วมกับ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐอีก 25 คน เข้าชื่อกันยื่นหนังสือผ่านประธานรัฐสภา

เพื่อส่งให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตีความร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 256

แปลไทยเป็นไทยง่ายๆ ก็คือ ลากถ่วงกระบวนการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ให้ยืดเยื้อยืดยาวออกไปอีก

เมื่อ 250 ส.ว.แต่งตั้งขึ้นมาโดยสมาชิกของ คสช. ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวขบวน

เมื่อพรรคพลังประชารัฐมี พล.อ.ประวิตรก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคอย่างผ่าเผย

และมีแนวทางว่าสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู

จะให้ใครทำใจเชื่อได้ว่า ผู้นำการเมืองทั้งสองคนไม่มีส่วนรู้เห็นกับการเคลื่อนไหวที่จะพิทักษ์รัฐธรรมนูญซึ่ง “ดีไซน์มาเพื่อเรา” ฉบับนี้

เมื่อรัฐธรรมนูญอันเป็นประตูด่านแรกสุด และเป็นช่องทางในการระบายพวยพุ่งของแรงกดดันทางการเมืองได้ดีที่สุด ยังไม่ได้รับการตอบสนอง ยังไม่ได้รับการปรับปรุงแก้ไข

ก็ป่วยการที่จะพูดถึงข้อเสนออื่นของเยาวชนและประชาชน

ที่ออกมาเคลื่อนไหวกันอย่างคึกคักกันอยู่ในเวลานี้

กระบวนท่าตีรวน-เตะถ่วงนั้นแสดงออกถึงความไม่ยินดีที่จะเจรจา หรือหาช่องทางออกจากวิกฤต-การเผชิญหน้าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

สะท้อนถึงความเชื่อ และอนาคตของสังคมที่มองจากสายตาอันแตกต่าง

ประเด็นก็คือ ถ้ามีเห็นเหมือนกันบ้าง เห็นต่างกันบ้าง

ก็อาจจะมีจุดให้พูดคุยสื่อสารกันรู้เรื่อง (บ้าง)

แต่ถ้าเห็นต่างถึงขนาดคนละโลก หรือเป็นจักรวาลคู่ขนานกันขนาดนี้

โอกาสที่จะหาจุดร่วม โอกาสที่จะแสวงหาทางออกซึ่งเป็นที่ยอมรับร่วมกัน

ก็แทบจะไม่มีเหลืออยู่เลย

และเมื่อช่องทางของการเจรจา ช่องทางของสภา (ที่โดยหลักการควรจะเป็นตัวแทนประชาชน) ตีบตันใช้การไม่ได้

ก็เท่ากับยิ่งผลักไสให้อีกฝ่ายต้องใช้ท้องถนนเป็นพื้นที่ชุมนุมเรียกร้อง เป็นพื้นที่ในการแสดงออก

มากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม

โชคดีมากๆ อย่างหนึ่งของสังคมไทยในปัจจุบันก็คือ

น้องนุ่งลูกหลานที่ออกมาเคลื่อนไหวนั้น ยึดกุมแนวทางสันติวิธีเอาไว้อย่างมั่นคง

แต่ก็อย่าประมาทไป

โดยธรรมชาติของการเผชิญหน้า ยิ่งบ่อยครั้งขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งแนวหน้าขยายกว้างมากขึ้นเท่าไหร่

โอกาสที่จะเกิด “อุบัติเหตุ” ไม่ว่าจากน้ำผึ้งหยดเดียวหรือหลายหยด

ยังมีความเป็นไปได้สูงอยู่

ยิ่งกับรัฐราชการที่มีทัศนคติ “เหยียด” ชาวบ้านลงไปเป็นพลเมืองอีกชั้นหนึ่ง

ยิ่งกับเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบทั้งตำรวจทหาร ที่หลายปีที่ผ่านมาได้รับการปรนเปรอเครื่องไม้เครื่องมืออย่างเต็มพิกัด

จนบางคนบางส่วนแสดงความกระเหี้ยนกระหือรือ อยากจะทดลอง “แสนยานุภาพ” นั้นให้ปรากฏ

อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น

ในภาวะที่ต่างฝ่ายต่าง “ยัน” กันอยู่ ไม่มีใครเอาชนะใครได้อย่างเด็ดขาด (ซึ่งไม่เคยมีจริงในโลก)

การเผชิญหน้าระหว่างเยาวชน-ประชาชนฝ่ายหนึ่ง กับรัฐบาลและกลุ่มผู้ได้รับอานิสงส์จากอำนาจและผลประโยชน์อีกฝ่ายหนึ่ง

ก็คงยังดำเนินต่อไปเช่นนี้อีกพักใหญ่

จนกว่า

– ผู้มีอำนาจผู้ถืออาวุธสติหลุด หมดความอดทน

– สังคมส่วนใหญ่เอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งอย่างชัดเจน

หรือ

– เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างอำนาจส่วนบน ที่เห็นว่า “อำนาจนำ” หมดความศักดิ์สิทธิ์น่าเชื่อถือ

ฯลฯ

ซึ่งเดาได้ยากว่าจะออกรูปไหน-เพราะถ้ารู้ก็คงไปหากินเป็นหมอดูไปแล้ว

รู้อยู่แต่ว่าตามกฎไตรลักษณ์ว่าด้วยการเกิดเสื่อมดับ

อะไรที่ไม่เที่ยง ตั้งอยู่ไม่ได้

ก็ต้องเปลี่ยนแปลงด้วยกันทั้งนั้น

ยังไม่เห็นอะไรล่วงพ้นความเป็นจริงง่ายๆ นี้ไปได้

บทความก่อนหน้านี้ตรรกะย้อนแย้งยื่นเองร้องเอง ส.ว.เปิดเกมยื้อแก้รัฐธรรมนูญ ระวังเติมน้ำมันบนกองไฟ
บทความถัดไป“คือผู้อภิวัฒน์ 2563” “ละครเรื่องเดิม” ในการต่อสู้ “รอบใหม่” : คนมองหนัง