ฐากูร บุนปาน | กล้าแค่ไหน ถ้าจะต้อง “ง้าง” กับผลประโยชน์ของกลุ่มก้อน

ฐากูร บุนปาน

หลังจากรอมาเป็นเวลาร่วมเดือน ในที่สุดก็มีการประกาศชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่

ที่เข้ามาแทนทีมงานของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่กอดคอกันลาออกไป เพราะพ่ายเกมการเมืองในพรรคพลังประชารัฐด้วยกันเอง

ขออนุญาตตัดเรื่องการเมืองเอาไว้ไม่พูดถึง

เพราะวันนี้เรื่องเนื้อๆ เน้นๆ ที่เป็นปัญหาจริงๆ คือการจัดการกับวิกฤตเศรษฐกิจและปากท้องที่จังก้าอยู่ตรงหน้า

ในฐานะที่พอจะรู้จักมักคุ้นและติดตามการทำงานของรัฐมนตรีใหม่ถอดด้าม คือ คุณสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ที่รับตำแหน่งรองนายกฯ และ รมว.พลังงาน และคุณปรีดี ดาวฉาย ที่รับตำแหน่ง รมว.คลังอยู่บ้าง

ก็แอบมีความหวังขึ้นมาว่า เมื่อได้คนที่เคย “ทำงานจริง-ทำงานใหญ่” ผ่านมาแล้วทั้งการเป็นผู้ปฏิบัติและคนกำหนดนโยบายขององค์กร

การขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวของนโยบายเศรษฐกิจจะเป็นไปอย่างกระฉับกระเฉง และ “ตรงเป้า” ยิ่งขึ้น

ความไม่ลับที่พอจะเปิดเผยได้บ้างในวันนี้ก็คือ

คุณสุพัฒนพงษ์นั้นเป็นหนึ่งในคณะที่ปรึกษาที่ร่วมทั้งผลักทั้งดัน ให้ข้อมูล ให้ความเห็น จนกระทั่งรัฐบาล (ที่ขณะนั้นยังยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกักอยู่) ตัดสินใจออกพระราชกำหนดเงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาท

แต่ก็เหมือนนโยบายดีๆ อีกหลายอย่างในสังคมไทย

คือพอแปรแนวคิดไปสู่การปฏิบัติของข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ ก็มักจะต้องมีอุปสรรคอันเนื่องมาจากกฎระเบียบบ้าง ความเคยชินบ้าง

ทำให้นโยบายนั้นไม่เคยสัมฤทธิผลเต็มร้อยอย่างที่ต้องการ

วันนี้เมื่อคนที่เคยผลักดันนโยบายและแนวทางมานั่งคุมเอง แทนที่จะเป็นผู้เสนอแล้วนั่งดูห่างๆ อย่างที่ผ่านมา

ก็หวังว่าเนื้องานที่หวังว่าจะประคับประคองคนตกทุกข์ได้ยาก และธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อม ที่เป็นเป้าหมายหลักของนโยบาย

จะเดินหน้าไปได้ราบรื่นกว่าเดิม

ส่วนคุณปรีดีนั้น จัดเป็นประเภทอ่อนนอกแข็งใน

เป็นมือประสานได้รอบทิศ ตั้งแต่อยู่ธนาคารกสิกรไทย มาจนเป็นประธานสมาคมธนาคาร

และด้วยตำแหน่งแห่งหนผลักและดันให้เข้าไปอยู่ในแวดวงการเมือง ทั้งเป็น สนช.

ถึงไม่ตั้งใจจะมาเป็นนักการเมือง แต่เมื่อคลุกคลีกับการเมืองอยู่หลายปี

ความเข้าอกเข้าใจในเครือข่าย เส้นสาย วิธีคิด และวิธีการทำงานที่แตกต่างไปจากสายธุรกิจที่คุ้นเคยมาแต่อ้อนแต่ออก

ก็น่าจะช่วยให้ภารกิจในฐานะรัฐมนตรีคลัง ที่เป็นด่านหน้าสุดของวิกฤตครั้งนี้

พอผ่อนหนักเป็นเบาลงไปได้บ้าง (กระมัง?)

แต่มหาวิกฤตขนาดนี้ เหลือกำลัง เหลือมือที่คนสองคนหรือไม่กี่คนจะรับมือได้

ให้ร่วมแรงร่วมใจกันทั้งรัฐบาล ทำงานประสานกันเป็นหนึ่งเดียว

ยังมีคำถามอยู่เลยว่า แล้วปัจจัยอื่น ทั้งโลกภายนอกและสังคมภายใน จะเป็นใจเอื้อให้งานสำเร็จลุล่วงตามที่ต้องการได้หรือไม่

อย่างที่เปลี่ยนตัวพร้อมกันมารอบนี้คือรัฐมนตรีแรงงาน

จากรัฐมนตรีที่เคยเป็นข้าราชการทั้งชีวิต มาเป็นรัฐมนตรีที่มาจากนักการเมือง

ถามว่าคนหลังจะใช้ความเป็นนักการเมืองที่ควรจะใกล้ชิด สนิทสนม รู้ปัญหาปากท้องของชาวบ้านมากกว่า เข้ามาแก้ไขปัญหาให้ฉับไว-ตรงเป้ามากขึ้นหรือไม่

ในเมื่อปัจจัยหนึ่งในวิกฤตครั้งนี้คือปัญหาการว่างงาน

งานที่ท่านต้องรับผิดชอบโดยตรง

ถึงจะเป็น “ปลายน้ำ” ก็ต้องเตรียมตัวทำการบ้านมาให้ครบและให้ดี

ท่านมีหรือยัง?

และสำคัญที่สุดของทั้งหมดก็ยังเป็น “หัว” อยู่ดี

นายกรัฐมนตรีผู้ประกาศตัวเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจนั้น “ทุ่ม” แค่ไหน พร้อมจะ “เสี่ยง” ขนาดไหน

และกล้าแค่ไหน ถ้าจะต้อง “ง้าง” กับผลประโยชน์ของกลุ่มก้อนที่จะเป็นอุปสรรคต่อนโยบาย

ทั้งหมดนี้ พิสูจน์ไม่ได้ด้วยคำพูด

แต่รอการกระทำยืนยัน

และต้องเกิดขึ้นในเวลาอันไม่ช้าด้วย

บทความก่อนหน้านี้บิ๊กตู่ย้อนถาม พรรคไหนเข้าพื้นที่ชุมนุม วอน ‘ม็อบปลดแอก’ อย่าลุกลาม สั่งสาว ‘เบื้องหลัง’ ส่วนข้อเรียกร้องยังไม่ใช่เวลา
บทความถัดไปพิษโควิด-19! คนไทยว่างงาน 7.5 แสนคน สาขาโรงแรม-ภัตตาคารแชมป์ ส่วนหนี้ครัวเรือนแตะ 80% สูงสุดในรอบ 4 ปี