ฐากูร บุนปาน | สงครามโลกหลายมิติที่ไม่เห็นกระสุน

โลกกำลังอยู่ในภาวะสงคราม

ไม่ใช่สงครามหน้าเดียว

แต่เป็นสงครามหลายมิติ

เริ่มจากสงครามกับโรคระบาดที่ยังไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่

ต้องมีคนบาดเจ็บล้มตายอีกเท่าไหร่

แล้วไปถมทับสงครามแห่งความอดอยากที่มีเชื้อเดิมอยู่แล้ว

ให้หนักหนาสาหัสกว่าเดิมอีกหลายเท่า

รวมทั้งทำท่าจะเป็นสงครามที่ยาวนานต่อเนื่องกว่าสงครามโรคระบาด

และขณะที่กำลังอุตลุดชุลมุนรับมือกับสองสงครามเฉพาะ

อีกสงครามก็ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนพายุงวงช้างกลางมหาสมุทร แล้วโถมกระหน่ำขึ้นฝั่ง

สงครามน้ำมันครับ

เมื่อคืนวันอังคารตามเวลาประเทศไทย

ราคาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส ในตลาดซื้อขายล่วงหน้า ลดลงมาต่ำกว่า 10 เหรียญ/บาร์เรล เป็นครั้งแรก

นับตั้งแต่ปี 1973

อันเป็นปีที่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรวมตัวกันเป็นโอเปค

และกระชากราคาน้ำมันขึ้น ด้วยการจำกัดโควต้าการผลิตของประเทศสมาชิก

จนราคาน้ำมันพุ่งทะลุฟ้า

ถึงจะลดลงมาบ้างบางครั้ง

แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่สร้างความ (อภิมหา) ร่ำรวยให้กับกลุ่มโอเปค

โดยเฉพาะประเทศในตะวันออกกลาง

สงครามครั้งนี้เริ่มต้นเมื่อรัสเซียผลิตน้ำมันเกินโควต้า เพราะต้องการรายได้จากการขายน้ำมันเพิ่ม

และการเจรจาจัดสรรโควต้าในกลุ่มโอเปคไม่ลงตัว

ตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมเป็นต้นมา ซาอุดีอาระเบียในฐานะ “พี่เบิ้ม” ของกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ก็ตอบโต้ด้วยการผลิตเกินโควต้าบ้าง

แต่ตลาดน้ำมันที่ซาอุฯ ขายให้มากที่สุดก็คือสหรัฐ

ในเดือนมีนาคม เรือน้ำมันของซาอุฯ ส่งน้ำมันเข้าสหรัฐวันละมากกว่า 800,000 บาร์เรล

มากกว่าการขนส่งเฉลี่ยของเดือนกุมภาพันธ์ (366,000 บาร์เรล/วัน) กว่าเท่าตัว

และมากกว่าเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว 7 เท่า

ราคาน้ำมันก็ไหลตกมาเรื่อยๆ

จนเหลือ “เลขตัวเดียว”

ร้ายกว่านั้นคือในบางช่วงของการซื้อขายในตลาดล่วงหน้า

ราคาน้ำมันผลุบลงไปติดลบที่ 38-40 เหรียญ/บาร์เรล

ฟังเผินๆ เหมือนจะดี เพราะคนจะได้ใช้น้ำมันถูกลง

แต่ในสถานการณ์เฉพาะหน้า

มีคนเจ๊งมากกว่าคนได้ประโยชน์

ที่โดนเข้าไปจังๆ ก็คือ อุตสาหกรรมน้ำมันและอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ

โดยเฉพาะของสหรัฐ ที่ต้นทุนการขุดเจาะแพงกว่าซาอุฯ หลายเท่า

ผลิตออกมาก็ขาดทุน ก็ขาดทุนทุกบาร์เรล

ปิดบ่อไปเลยก็เจ๊ง

ตามมาด้วยบริษัทผู้ค้าน้ำมันทั่วโลก

ล่าสุดมีข่าวว่าบริษัทค้าน้ำมันใหญ่ของสิงคโปร์เจ้าหนึ่ง ขอยื่นล้มละลายและพิทักษ์ทรัพย์ (เพื่อกันเจ้าหนี้ฟ้องร้องแบ่งสมบัติ)

พร้อมกับยังมีภาระหนี้สินคงค้างสุทธิ (หลังหักทรัพย์สินแล้ว) ร่วมๆ 130,000 ล้านบาท

จากการขาดทุนสต๊อกน้ำมัน

ถ้าราคาน้ำมันยัง “ต่ำผิดปกติ” อย่างนี้

ความเสียหายที่เกิดขึ้น จะไม่หยุดแค่บริษัทน้ำมัน

แต่จะลามไปถึงคู่ค้าและแบงก์เจ้าหนี้ทั้งหลาย

สงครามนี้ยิ่งลากยาวไปเท่าไหร่

ความเสียหายก็มากขึ้นเท่านั้น

ลองดูกันว่าประธานาธิบดีพ่อค้าอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ จะแก้เกมนี้อย่างไร

ในปีที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบใหม่กำลังจะมาถึง

และรัฐที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่คือ “ฐานเสียง” ของตัวเอง

แต่เมื่อยักษ์ใหญ่ของโลกสำลัก

โลกก็แทบจะสำรอกออกมาด้วย

ประเทศปลายอ้อปลายแขมที่รายได้หลักร้อยละ 70 ของจีดีพี มาจากการส่งออกและการท่องเที่ยว

หนีไม่พ้นหรอกครับ ตั้งรับกันเอาไว้ให้ดีเถิด

ทั้งระดับรัฐ

ระดับกิจการ

และในฐานะปัจเจกบุคคล

สงครามโลกที่ไม่เห็นกระสุนครั้งนี้

เผลอๆ จะโหดร้ายเสียยิ่งกว่าลุกขึ้นมาฆ่าฟันกันด้วยอาวุธประหัตประหารเป็นไหนๆ

ใครก็ไม่รู้พูดเอาไว้ดี๊ดีว่า

พ้นมหาสงครามเหล่านี้ไปแล้ว เราจะพบว่าสิ่งที่รอเราทั้งหลายอยู่ในอนาคตนั้น

ไม่ใช่โลกใบใหม่

แต่เป็นโลกใบเก่าที่แย่กว่าเดิม

เตรียมตัวเตรียมใจกันไว้หรือยังครับ

บทความก่อนหน้านี้เตรียมผ่อนปรนเปิดกิจการบางประเภท ห้าง-ร้านตัดผม เริ่ม 4 พ.ค.
บทความถัดไปงบการทหารทั่วโลกพุ่งสูงสุดในรอบ 10 ปี จีน-อินเดีย ติดท็อป 3