วันนี้ท่านฟังเยอะๆ เถิด | ฐากูร บุนปาน

ฐากูร บุนปาน

เข้าใจและเห็นใจรัฐบาลท่านอยู่เหมือนกัน

ว่าการบริหารราชการ การดูแลพี่น้องประชาชน การประคับประคองประเทศในช่วงวิกฤตนั้น ไม่ใช่งานง่ายๆ เลย

ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของสังคม ก็ภาวนาเอาใจช่วยให้มาตรการหรือแนวทางทั้งหลายแหล่ที่ท่านประกาศออกมา-ไม่ว่าบังคับใช้หรือขอร้อง ประสบความสำเร็จ

ทำให้การแพร่กระจายของไวรัสโควิด-19 ลดลงอย่างรวดเร็ว

อันจะส่งผลให้วิกฤตที่เกิดขึ้นกับปากท้องของพี่น้องร่วมชาติ

ไม่สาหัสจนเกินแก้ไปด้วย

แต่ก็เช่นกัน ในฐานะสมาชิกของสังคมที่อยากเห็นทุกอย่างผ่านไปด้วยดี หรือมีผลกระทบกับคนส่วนใหญ่น้อยที่สุด

อะไรก็ตามที่แปลกที่แปร่ง ที่มีคนเขาทักท้วงอย่างมีเหตุผล

ก็พยายามสะท้อนต่อไปถึงท่านผู้มีอำนาจทั้งหลายตามหน้าที่

ยิ่งในยามที่ท่าน “รวมศูนย์อำนาจ” ทั้งหมดเอาไว้กับตัว

ถ้าไม่มีเสียงอื่นนอกจาก “เยส ไพรม์มินิสเตอร์” แล้ว

โอกาสที่จะขึ้นสวรรค์หรือลงนรกนั้นอยู่ในระดับครึ่งต่อครึ่ง

หรือบางครั้งอาจจะมากกว่าครึ่งด้วยซ้ำ

ไม่ต้องบอกก็คงรู้กันว่าครึ่งไหน

หุหุ

ในยามวิกฤตนั้น ใจคนระส่ำระสาย

อะไรที่ไม่เป็นเรื่องก็พร้อมจะเป็นเรื่องขึ้นมาได้

เรื่องเล็กก็พร้อมจะเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวขยายเป็นเรื่องใหญ่

ยกตัวอย่างเช่น เรื่องการขอซื้อเรือยกพลขึ้นบกของกองทัพเรือ ด้วยเหตุผลว่าเพื่อมาสนับสนุนกองเรือดำน้ำที่เพิ่งจัดซื้อไปหมาดๆ

ถามจริงๆ เถอะว่า กองทัพหรือรัฐบาลไม่เคยได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมบ้างเลยหรือไร

หรือได้ยินแล้ว แต่ไม่เคยใส่ใจ

เคยดู “กาลเทศะ” ว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่บ้างหรือไม่

เคยประเมิน “ใจคน” บ้างไหม

ว่าในยามที่เขากำลังลำบากสาหัสทั้งจากโรคระบาด และความไม่มีกิน

ในยามที่แพทย์และบุคลากรสาธารณสุขทั้งหมดร้องเรียนว่า ขาดแคลนเครื่องป้องกันและเวชภัณฑ์ที่จะต่อสู้กับการระบาดของไวรัส

ท่านเสนอเรื่องให้ ครม.อนุมัติเรื่องนี้ได้อย่างหน้าตาเฉย

แม้จะมีคนทักท้วงมาก่อนแล้ว

เสนอเข้าไปแล้วไง

มีแต่เสียงชยันโตดังขึ้นทั่วประเทศ จนต้องถอนเรื่องจากการพิจารณาของ ครม.

ถอนไปแล้วยังไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าจะกอบกู้ความเชื่อถือหรือชื่อเสียงกลับมาได้หรือไม่

ทั้งกองทัพและรัฐบาลนั่นแหละ

และที่อยากจะกราบเรียนท่านผู้รับผิดชอบทั้งหลายในรัฐบาลว่าเตรียมตัวตั้งรับเอาไว้แต่เนิ่นๆ

ก็คือปฏิกิริยาของคนที่ลงทะเบียนขอรับเงินช่วยเหลือ-เยียวยา แล้วไม่เข้าข่ายที่รัฐบาลจะจ่ายให้

เพราะเริ่มต้นท่านไม่กำหนดกฎเกณฑ์อะไรเอาไว้ให้ชัดเจน ไม่ขีดเส้นตาย ว่าตรงไหนทำได้ทำไม่ได้

วันนี้คนลงทะเบียนก็มากกว่า 20 ล้านคนเข้าไปแล้ว

ในจำนวนนี้ถ้าได้ครึ่ง ไม่ได้ครึ่ง

ครึ่งที่ได้เขาก็ไม่ได้สำนึกบุญคุณอะไร เพราะมันเป็น “สิทธิ” อันพึงมีพึงได้

เนื่องจากกิจการส่วนใหญ่ถูกปิดตัวลงไปโดยคำสั่งของรัฐ

ถึงจะสั่งด้วยความหวังดี รัฐก็มี “หน้าที่” ต้องเยียวยาเขา

ที่น่าห่วงกว่าก็คือครึ่งที่ไม่ได้นั่นต่างหาก

ถามว่าวันนี้มีใครบ้างที่ไม่ได้รับกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคหรือคำสั่งปิดเมือง

โดนกันทั้งนั้นแหละ อยู่ที่มากหรือน้อยเท่านั้นเอง

ถ้าโดนด้วยกัน แล้วพวกหนึ่งได้ อีกพวกไม่ได้

ถามว่าปฏิกิริยาของคนประมาณ 10 ล้านที่ไม่เข้าข่ายจะได้รับการช่วยเหลือจะเป็นอย่างไร

คงรักรัฐบาลมากขึ้นกระมัง?

เรื่องอะไรที่ขัดคูเคืองตาแบบนี้แหละครับที่รัฐบาลควรจะสดับตรับฟังให้มากกว่าเสียงสรรเสริญเยินยอ (ซึ่งส่วนใหญ่มาจากคนใกล้ตัวที่ได้ประโยชน์จากอำนาจ)

โบราณท่านว่า มีคนมาชี้ข้อบกพร่องก็เหมือนชี้ขุมทรัพย์ให้

ใครจะบ้าพออยากมีเรื่องกับคนมีอำนาจ-คนถือปืน

ถ้ามันไม่เหลืออด ถ้ามันไม่ใช่ความเป็นความตายทั้งส่วนตัวและส่วนรวม

ฟังครับ-วันนี้ท่านฟังเยอะๆ เถิด

ก่อนจะตัดสินใจอะไรที่จะลากคนส่วนใหญ่ขึ้นสวรรค์หรือลงนรกไปด้วย

บทความก่อนหน้านี้จากหน้ากากอนามัย ถึงวิกฤตหมอ รอยร้าว ครม. “พปชร.-พรรคร่วม”
บทความถัดไป“พปชร.” จวก “ฟลุค เกริกพล”หลังวิจารณ์ รบ.แก้โควิด ถามเคยทำอะไรให้ประเทศ นอกจากเป็นคาสโนว่า