ฐากูร บุนปาน | เมื่อทำแล้วก็ต้องไม่บ่น ไม่โยนผิดโยนบาปให้คนอื่นเวลาไม่ได้ดังใจ

ฐากูร บุนปาน

สิ้นวิกฤตเฉพาะหน้าครั้งนี้อย่างฝุ่นพิษ PM 2.5 และไวรัสอู่ฮั่นไปแล้ว

มีการบ้านทั้งระยะสั้นและระยะยาว ทั้งเก่าและใหม่กองรอรัฐบาลและสังคมไทยอยู่อีกเป็นพะเรอ

เตรียมตั้งรับกันเอาไว้แต่เนิ่นๆ ก็น่าจะดี

กรณีไวรัสอู่ฮั่นนั้นเบาที่สุด และควรยกย่องสรรเสริญในความดีความชอบและความเสียสละของระบบและบุคลากรด้านสาธารณสุขของไทยทั้งหมด

ส่วนที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขนอกจาก “ปาก” ของคนในรัฐบาลเองแล้ว

ก็คือการประสานงานร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ

เตรียมการตั้งเดือน แล้วแพ้สหรัฐหรือญี่ปุ่น มหาอำนาจกำปั้นใหญ่-เงินหนานั้นไม่เป็นไร

แต่ทำไมยังอืดอาดล่าช้ากว่าพม่า บังกลาเทศ ศรีลังกา นี่ต้องเป็นเรื่องที่ต้องกลับมาทบทวนตัวเองนะครับ

ที่หนักหนากว่าคือฝุ่นพิษ PM 2.5

ที่ต้องคิดและลงมือปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมทันที (ไม่ใช่มีแต่มาตรการที่สั่งเหมือนสั่งน้ำมูก เพราะไม่ได้ปฏิบัติกันจริงจัง) ก็คือทำอย่างไรจะไม่ให้ปัญหาเก่าวนกลับมาเหมือนเดิม

หนึ่งปีจากนี้ไป จัดหาเครื่องไม้เครื่องมือหรือมีวิธีการที่จะชักจูงให้ชาวบ้านชาวนาชาวไร่เลิกเผาตอเผาซังหรือเผาไร่ไหม

ประกาศสั่งปาวๆ ไม่มีทางเลือก ไม่มีตัวช่วย ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

หนึ่งปีจากนี้ รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลจะลดลงไปเท่าไหร่ รถยนต์ไฟฟ้าที่พูดกันจนน้ำลายบูด พูดแล้วพูดอีก จะเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร

รัฐบาลจะเข้าไปสนับสนุนส่งเสริมตรงไหน

เรื่องเหล่านี้ต้องทำทันทีนะครับ

เพราะกว่าจะสั่ง กว่าจะแปรคำสั่งเป็นการปฏิบัติแบบราชการไทย

เผลอๆ เดี๋ยวก็หมดปีโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น

พ้นปัญหาเฉพาะหน้าก็มาถึงปัญหาดั้งเดิมที่รออยู่อย่างภัยแล้ง

มีข้อเสนอดีๆ เกิดขึ้นมากมายเต็มไปหมด โดยเฉพาะที่สามารถทำได้ในระยะเวลาอันสั้น

เช่น การขุดลอกคูคลอง การระดมขุดแหล่งน้ำประจำตำบลหรือหมู่บ้าน ไปถึงการเติมต้นทุนน้ำใต้ดินให้มากขึ้น เพื่อเอาออกมาใช้ในยามคับขันฉุกเฉิน

ยังไม่ต้องไปพูดถึงโครงการใหญ่เขื่อนยักษ์อะไรหรอกครับ

ไม่ทันการณ์ และไม่ทันกาล

เอาที่ทำได้ทันทีอย่างนี้แหละ เลือกมาสักเรื่อง หรือสองสามเรื่อง แล้วถกข้อทำให้มันจริงจังสักตั้ง

ดูทีหรือว่าปีหน้าชาวบ้านต้องกลับมาทุกข์ทรมานอย่างนี้อีกหรือไม่

ที่ประกาศไว้ใหญ่โตตั้งแต่เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ไม่ฟื้นฝอยหาตะเข็บกันก็ได้

ถ้าหนนี้ลงมือทำจริงจนเห็นได้กับตา

เช่นเดียวกันกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจถดถอยหรือตกต่ำ ที่คนในรัฐบาลมักจะเรียกกันให้รื่นหู (ตัวเอง) ว่า เศรษฐกิจขยายตัวช้า

ลำพังปัญหาโครงสร้างดั้งเดิม บวกเข้ากับค่าเงินบาทที่แข็งเกินจริงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี่ก็สาหัสอยู่แล้ว

เจอไวรัสอู่ฮั่นเข้าไป การท่องเที่ยวที่เป็นเครื่องยนต์ขับดันเศรษฐกิจเครื่องสุดท้ายก็ส่อเค้าดับๆ ติดๆ

เตรียมคิดเตรียมทำอะไรรองรับไว้หรือยัง

ไทยเที่ยวไทยให้มากขึ้นจะเป็นจริงอย่างที่หวังไหม

มีตลาดใหม่หรือตลาดเก่าที่ไหนจะมาทดแทนตลาดจีนที่หดหายไปในระยะสั้นได้บ้าง

ระหว่างนี้จะปรับปรุงหรือยกเครื่องโครงสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะความสะอาด ความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และทำให้ผลประโยชน์กระจายลงไปถึงชุมชนลงไปถึงชาวบ้านอย่างไร

ไม่เฉพาะภาคท่องเที่ยวหรอกครับ ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการอื่นๆ ก็ต้องขยับ

หรือรัฐต้องไปช่วยให้เขาขยับให้ได้

ถ้าไม่อยากเดินวนกันอยู่ในบ่อน้ำครำเหมือนที่ผ่านมา

ทั้งหมดนี้ คิดได้ทำได้ ไม่เหลือวิสัยที่จะทำทั้งสิ้น ถ้าอยากทำ

เมื่อทำแล้วก็ต้องไม่บ่น ไม่โยนผิดโยนบาปให้คนอื่นเวลาไม่ได้ดังใจ

เพราะไม่ได้มีใครเอาเกี้ยวเอาคานไปเชิญไปหามเข้ามา

เอ๊ะ-หรือว่าเผลอคิดอย่างนั้นอยู่

และถ้าเหนื่อยนัก จะเปิดหมวกอำลาไป

ก็คงมีคนอนุโมทนาให้

บทความก่อนหน้านี้คุยกับทูต ยะอ์ฟัร อัครามี สัมพันธ์อิหร่าน-สหรัฐ จากพันธมิตรสู่ศัตรูคู่ปรปักษ์ (จบ)
บทความถัดไปได้เวลาทวงคืนประเทศจากระบอบประยุทธ์สักที : ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์