ฐากูร บุนปาน | กติกาพิลึกพิลั่น เพิ่มอำนาจให้ “มือที่มองไม่เห็น”

ฐากูร บุนปาน

ท่านที่มีสติสัมปชัญญะเป็นปกติ ก็คงจะรู้สึกได้เหมือนกันหมดละครับว่า

บ้านนี้เมืองนี้มันไม่ปกติ

อันที่จริงความไม่ปกตินี้เป็นเรื่อยมากว่า 10 ปีแล้ว

แต่ยิ่งนานไป กระบวนการเพื่อการสืบทอดอำนาจยิ่งเพิ่มความไม่ปกติมากขึ้นทุกที

กติกาบ้านเมืองที่ควรจะเป็นของทุกคน กลายเป็นเรื่อง “design มาเพื่อเรา”

แล้วมันจะเหลืออะไร

เลือกตั้งด้วยกติกาพิลึกพิลั่น ที่มีวัตถุประสงค์หลักคือ ลดทอนศักยภาพของพรรคการเมือง

เพิ่มอำนาจให้ “มือที่มองไม่เห็น” (แต่ก็เห็นๆ กันอยู่ว่าเอาเข้าจริงแล้วมีมือใครบ้าง)

350 เขต 350 เบอร์ แถมขีดเขตให้บิดๆ เบี้ยวๆ

ตามมาด้วยการใช้อำนาจรัฐอย่างออกหน้าออกตา

ต่อด้วยวิธีการนับคะแนน ส.ส. ที่ไม่อยู่ในตำราคณิตศาสตร์เล่มไหน

จนกระทั่งได้ “ส.ส.เศษคน” เข้ามาเพิ่ม

กระนั้นก็ยังปริ่มน้ำ

จนต้องทำให้เกิดปรากฏการณ์ “งูเห่า”

ปรากฏการณ์ที่พยายามทำเรื่องผิดเรื่องไม่ชอบธรรม ให้กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา

ปกติเสียที่ไหน

เท่านั้นยังไม่หนำใจ

เอากันให้เห็นๆ ไปเลยดีกว่า ว่าถ้าใคร “อยู่เป็น” รับรองว่าสบายทุกราย

ต่อให้เคยมีประวัติเสียหายร้ายแรงอย่างไร ถ้าจะตั้งให้เป็นใหญ่เป็นโตให้มีตำแหน่งในรัฐบาลเสียอย่าง ก็จะทำ

ใครจะทำไม

รุกที่ป่าเป็นร้อยๆ ไร่ พอคนจับได้ รีบแจ้นไปคืน ก็มีคนออกมาการันตีให้ว่า พ้นผิด ไม่ต้องติดคุก

แต่คนจน คนเกิดบนที่ดินของตัวเอง เดินแถวกันติดคุกไปแล้วไม่รู้เท่าไหร่

ทำกันได้ถึงขนาดนั้น

หรือถ้าเป็น “ผู้กลับใจ” ข้ามจากฟากโน้นมาอยู่ฟากนี้

ต่อให้มีคดีติดตัว ก็ช่วยปัดเป่าได้

ที่เป่าไม่ได้ ก็ให้หมายจับเหน็บมาบนหลังเต่า

ภาษิตที่ว่า ความยุติธรรมที่ล่าช้าหรือความอยุติธรรม อะไรนั่น

ไม่ต้องไปสนใจ

ข้ามมาอีกฝั่ง

ถ้าอยู่ไม่เป็น ถ้ามีเค้าลางว่าจะเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง (ของบางคนบางกลุ่ม)

ต้องเอามันให้ตาย

ถือหรือไม่ถือหุ้นในสื่อ ที่เลิกหรือไม่เลิกกิจการไปแล้วก็ตามที

ตีความว่ายังจะกลับมาเป็นสื่ออีกได้

ขับให้พ้นสภาพ ส.ส.ไปก่อน

แต่คดีแบบเดียวกันของอีก 30-40 คน (หรือเผลอๆ ก็ครึ่งสภา-ครึ่ง ครม. เพราะใครที่ถือหุ้นบริษัททั่วไปก็จดทะเบียนบริคณห์สนธิว่าสามารถประกอบกิจการสื่อได้ทั้งนั้น)

เงียบกริบ หายจ้อย

อีกกี่ร้อยปีจะได้ฤกษ์พิจารณาก็ยังไม่รู้

หรือกรณีเอาเงินให้พรรคกู้

ก็เพราะกติกาบ้าๆ บอๆ ที่จำกัดช่องทางการระดมทุนของพรรคการเมืองเอาไว้แทบทุกด้าน (เว้นการจัดโต๊ะจีนระดมทุนแบบน่าสงสัย)

จะให้พรรคการเมืองเกิดใหม่ทำยังไง

พอเขาทำอย่างเปิดเผย ก็หาช่องเอาตายให้ได้

ต้องล่าต้องไล่ ไม่ให้มีที่อยู่ ไม่ให้ขึ้นมาเล่นกันบนโต๊ะอย่างเปิดเผย

เหมือนจะผลักไสให้ลงไปเล่นใต้โต๊ะใต้ดิน (อย่างที่ท่านผู้มีอำนาจทั้งหลายชอบทำ)

แล้วเกิดปรากฏการณ์อะไร

พอกดไว้มากๆ แรงดันก็พวยพุ่งออกมา

ปรากฏการณ์การชุมนุมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาแค่ “หนังตัวอย่าง” เท่านั้น

ยังมีอีกหลายฉากจะตามมาจากนี้

ปกติดีไหมล่ะครับ

ความเป็นจริงอย่างหนึ่งที่ประวัติศาสตร์ (ทั้งของโลกและของเรา) บอกเอาไว้ก็คือ

ความไม่ปกตินั้นจะนำผลสรุปที่ไม่ปกติตามมา

จะเป็นรูปแบบไหนเท่านั้นเอง

ความวิปริตพิกลพิการนั้นไม่เคยให้ผลพวงที่เป็นความปกติได้

บทสรุป (ของสถานการณ์รวมๆ ในช่วง 1-2 ทศวรรษ) ของบ้านนี้เมืองนี้ จะเป็นไปตามแนวที่ว่าหรือไม่

เชื่อว่าทุกท่านคงมีคำตอบในใจอยู่แล้ว

ขอยืมพุทธภาษิตเก่าที่เอามาใช้หลายครั้งแล้วมาใช้อีกหนเถอะครับ

วินาศกาเล วิปริต พุทธิ

เมื่อถึงคราวจะวินาศฉิบหาย สติปัญญาจะวิปริตบิดเบี้ยวไปก่อน

ขอตัวไปอ่านเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยาสักครู่

แล้วสวดมนต์ก่อนนอนอีกสักสามจบเพื่อทำใจ

บทความก่อนหน้านี้“บิ๊กตู่” ยัน ตั้งฉายารบ.ไม่อยากให้สนุกเกินเลย อย่ามองคนเก่าเชียงกง ชี้ ปชช.เลือกมา
บทความถัดไปธรรมนัส ยัน ไม่ใช้เงินหลวง ทำหมอนยางพาราฯ แจงราคาแพงเพราะซื้อยางราคาสูง