ฐากูร บุนปาน | ทั้งโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น – สะท้อนเศรษฐกิจไทย

ฐากูร บุนปาน

ทั้งโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น

นี่ไม่ได้มาเล่นคำหรือต่อกลอนครับ

แต่มาสะท้อนเศรษฐกิจไทย

ข่าวร้ายล่าสุด ก็คือการที่รัฐบาลสหรัฐประกาศตัด GSP สำหรับอาหารทะเลไทยจำนวน 1.3 พันล้านเหรียญ หรือ 4 หมื่นล้านบาท

คิดเป็น 1 ใน 3 ของมูลค่าอาหารทะเลไทยที่ส่งไปขายในสหรัฐ

เหตุผลของรัฐบาลสหรัฐคือปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชนที่ยังไม่ถึงระดับมาตรฐาน

ข้อหานี้จะเป็นจริงหรือไม่เพียงใด

หรือจะเป็นข้ออ้างบังหน้าสำหรับการเจรจาต่อรองผลประโยชน์เรื่องอื่น

เป็นภาระหน้าที่ที่รัฐบาลต้องติดตาม สืบเสาะ และแก้ไขต่อไป

แต่ที่แน่ๆ คือถ้าแก้ไม่ได้หรือแก้ไม่ทันเวลา

การส่งออกของไทยที่ร่อแร่ระดับติดลบอยู่แล้ว จะยิ่งติดลบหนักยิ่งขึ้น

เศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้ว (ไอเอ็มเอฟลดเป้าการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปีนี้จากร้อยละ 3 กว่าๆ เหลือร้อยละ 2.9)

ก็จะยิ่งทรุดหนักลงไปอีก

เท้าความไปถึงเรื่องอื่นอีกสักนิด เพื่อให้ได้ภาพเปรียบเทียบชัดขึ้น

ไม่กี่วันก่อน สิงคโปร์ซึ่งถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของโลก

ประกาศลดค่าเงินดอลลาร์สิงคโปร์เทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐลงมาประมาณร้อยละ 1.5

คือจากประมาณ 1.35 สิงคโปร์ดอลลาร์/1 ดอลลาร์สหรัฐ

มาเป็น 1.37 ดอลลาร์สิงคโปร์/1 ดอลลาร์สหรัฐ

และตลาดคาดว่าจะไหลลงไปอยู่ที่ระดับ 1.43 ดอลลาร์สิงคโปร์/1 ดอลลาร์สหรัฐในช่วงสิ้นปีนี้

นี่ประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงสุดในโลกนะครับ

ยังต้องลดค่าเงินเพื่อประคองเศรษฐกิจ

หันมาดูประเทศที่ระดับความสามารถในการแข่งขันอยู่ที่อันดับ 40 ของโลกบ้าง

ค่าเงินบาทของประเทศนี้ ทำสถิติแข็งขึ้นมากที่สุดในรอบ 6 ปีเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ

และแข็งขึ้นเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย

ล่าสุดเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วอยู่ที่ 30.16 บาท/1 ดอลลาร์สหรัฐ

และมีนายธนาคารใหญ่ในประเทศคาดการณ์ว่า บาทอาจจะแข็งทะลุ 30 บาท/1 ดอลลาร์สหรัฐในอีกไม่ช้าไม่นาน

การส่งออกและการท่องเที่ยวที่เป็นรายได้ประมาณร้อยละ 70 ของประเทศ ก็แห้งเหี่ยวลงสวนทางกับค่าเงินที่แข็งขึ้น

โดยที่ธนาคารชาติท่านก็ไม่ได้ทำอะไร (หรือทำแล้วชาวบ้านทั่วไปไม่รู้ เพราะไม่เคยเห็นผล)

รัฐบาลที่ควรจะเป็นคู่ผัวตัวเมียหรือลิ้นกับฟันกับธนาคารกลาง ก็ไม่ตึงตังโวยวาย

ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามยถากรรม

ที่ตายก็พ่อค้าแม่ขาย ตั้งแต่ใหญ่ไล่ลงมาถึงเล็ก

และชาวบ้านตาดำๆ

ล่าสุด แต่คงไม่สุดท้าย

สรรพสามิตท่านออกมาประกาศว่าจะไล่จับซุ้มยาดองทั่วประเทศ ที่น่าจะมีอยู่ประมาณ 4,000 ซุ้ม

ในนามของการกวดขันเรื่องสุขภาพและภาษี

ดูเผินๆ ก็เหมือนจะดี

แต่ถามว่าไม่มีมาตรการอื่นอีกแล้วหรือ

ทำไมจะยกระดับซุ้มยาดองให้ถูกสุขอนามัย และขึ้นทะเบียนให้เสียภาษีไม่ได้

จะเป็นการช่วยเพิ่มอาชีพ เพิ่มรายได้ของคนตัวเล็กตัวน้อยไหม

ดีกว่ากวาดคนจนให้ตกลงข้างทางของการทำมาหากินสุจริต

และเปิดซูเปอร์ไฮเวย์ให้กับเจ้าสัวไม่กี่รายหรือไม่

5-6 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้ให้บทเรียนเลยหรือว่า การกวาดคนจนลงข้างถนนนั้น ส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจและปากท้องชาวบ้าน

มากกว่าเป็นผลดี

ตบท้ายจริงๆ

เมื่อไม่กี่วันก่อนเพิ่งมีรายงานสำรวจออกมาว่า

ร้อยละ 36 ของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทย ถือครองโดยคน 500 คนเท่านั้น

นี่ไม่ใช่แค่ร้อยละ 1 ที่โลกชอบเปรียบเทียบกันแล้วครับ

แต่คิดเป็นแค่ร้อยละ 0.001 ของประชากรทั้งหมดในประเทศนี้

ถ้าตีคร่าวๆ ว่าตลาดหลักทรัพย์ไทยมีมูลค่าประมาณ 17 ล้านล้านบาท

ร้อยละ 0.001 ของคนในประเทศนี้ก็ถือครองทรัพย์สินเฉพาะที่เป็นหุ้นอยู่เกือบ 7 ล้านล้านบาท

คิดเป็นอัตราความเหลื่อมล้ำแล้ว ประเทศอื่นในโลกนี่ชิดซ้ายไปได้เลย

ประเทศที่เศรษฐกิจไม่โต

ส่วนที่โตก็ถูก”ขาใหญ่”กวาดไปจนเหลือแต่เศษอาหาร

มันจะอยู่กันยังไง??

บทความก่อนหน้านี้ครั้งแรกกับการจับมือกับแบรนด์แอมบาสเดอร์ดาวน์นี่ Downy x Araya สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์กลิ่นใหม่ของดาวน์นี่
บทความถัดไป‘อนุดิษฐ์’ ลั่นซักฟอกรัฐบาลแน่ ส่อทุจริตอื้อ! ปูด รมต.หลายคน สังคมคาดไม่ถึง