ฐากูร บุนปาน | กฎหมายไร้ความหมาย ?

ฐากูร บุนปาน

มาวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี “เต็มตัว” อีกสมัยไปเรียบร้อยแล้ว

ถึงการแย่งชามน้ำข้าว ขอประทานโทษ-การเจรจาต่อรองว่าด้วยเก้าอี้รัฐมนตรีระหว่างกลุ่มพรรคต่างๆ จะยังไม่เสร็จสิ้น

แต่ก็คงต้องไปจบเอาสักวันหนึ่ง ไม่ช้าก็เร็ว

แต่จนถึงวันนั้น ขออนุญาตคาดเดาแบบคนมองโลกในแง่ร้ายเอาไว้ก่อนว่า

บางเรื่องก็จะยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

โดยเฉพาะชะตากรรมของชาวบ้านธรรมดา ที่กล้าออกมาท้าทายผู้มีอำนาจ

ทั้งที่รู้ว่าไม่มีอำนาจหรือต้นทุนที่จะปกป้องตัวเอง

กรณี “อันธพาลการเมือง” ออกมาอาละวาด ทำร้ายจ่านิว คุณเอกชัย หงส์กังวาล หรือคุณฟอร์ด เส้นทางสีแดง

ถึงวันนั้นก็คงไม่มีอะไรคืบหน้าไปจากวันนี้

ไม่ต้องมีใครรับผิดชอบ

ไม่ต้องมีใครรู้สึกผิดรู้สึกละอาย

ไม่ต้องมีใครคิดที่จะออกมาขอโทษประชาชน

ที่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ “อันธพาล” ออกทำร้ายประชาชนเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า

โดยจับมือใครดมไม่ได้

ป่วยการจะมาอ้างว่า แต่ละคนที่โดนทำร้ายมีโจทก์ส่วนตัว

เพราะชัดเจนว่า มีการลงมือกันเป็นขบวนการ

ทำเหมือนๆ กัน เหมือนย่ามใจหรือไม่ต้องกลัวกฎหมาย

มากันหลายคน

มีทั้งคนลงมือ คนดูต้นทาง คนกันชาวบ้าน

ลงมือแล้วขี่มอเตอร์ไซค์หนีไป

กล้องวงจรปิดทั่วกรุงเทพฯ ก็ให้ร่องรอยไม่ได้

ไม่รู้ว่ารู้มุมกล้อง

หรือกล้องบังเอิญเสีย

โจทก์ที่พอทำอย่างนี้ได้จะมีสักกี่คน

และที่ทั้งสามคนมีจุดร่วมเหมือนกัน

ก็คือการประกาศตัวอย่างชัดเจนว่า

คัดค้านการสืบทอดอำนาจของ คสช.

อาชญากรรมประเภทนึกอยากตีกบาลใครก็ตีแบบนี้

ไม่ใช่ไม่เคยเกิดในเมืองไทยหรือที่ไหนๆ ในโลก

ช่วง 2490 หรือ 2500 ที่อัศวินแหวนเพชรครองเมือง หรือข้าพเจ้ารับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว

ก็เคยเกิดเรื่องพรรค์นี้

และรุนแรงกว่านี้ด้วยซ้ำ

แต่ความรุนแรงขนาดไหน ไม่เคยช่วยค้ำยันอำนาจที่ไม่ชอบธรรมได้

ชะตากรรมของผู้ใช้อำนาจตามอำเภอใจเหล่านั้นเป็นอย่างไร

ตายยังไง ตายที่ไหน ตายแล้วถูกขุดถูกคุ้ยอะไร

ประวัติศาสตร์มีบันทึกไว้อยู่

ไม่เคยอ่าน ไม่รู้ หรือไม่สนใจ

เพราะเชื่อมั่น (จนถึงขั้นเหลิง) ในพลังอำนาจ

ก็รอดูกันไป

แต่ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าคำขอโทษ (อย่างจริงใจ)

ก็คือการจัดการให้คดีมีความเปิดเผยโปร่งใส

หรืออย่างน้อยที่สุด พฤติการณ์ทำร้ายใครก็ได้ได้ตามอำเภอใจจะต้องยุติลงทันที

เพราะถ้าถึงขนาดถือกฎหมายสารพัด แม้กระทั่งกฎหมายสูงสุดอย่าง ม.44 อยู่ในมือ

แล้วกลายเป็นกฎหมายบ่มิไก๊

กฎหมายนั้นก็ไร้ความหมาย

กฎหมายที่คุ้มครองคนตัวเล็กตัว คนที่ไร้อำนาจต่อรองไม่ได้

เป็นกฎหมายแน่จริงหรือ

กฎหมายอย่างนี้จะเหลือคุณค่า เหลือความน่าเชื่อถือ เหลือความศักดิ์สิทธิ์ตรงไหน

กฎหมายที่คนไม่เชื่อฟัง ไม่เคารพนับถือ ไม่ปฏิบัติตาม จะมีค่าอะไร

จะบังคับใช้กับใคร

ที่สำคัญ

สังคมที่กฎหมายไม่มีค่า จะมีหน้าตาอย่างไร

สังคมที่ไร้กติกา หรือกฎหมายไม่มีค่า ไม่ว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้

ผู้มีอำนาจเมืองไทยต้องการให้สังคมไทยเป็นอย่างนิยายกำลังภายในไล่ล่าล้างแค้นกันแบบ “สมใจ” หรือเป็นยุคบุกตะวันตกของชาวอเมริกัน ที่ตัดสินข้อขัดแย้งส่วนใหญ่ด้วยปืน อย่างนั้นหรือ

เชื่อว่า “เอาอยู่” จริงหรือ ถ้าอะไรต่อมิอะไรบานปลายไปเรื่อยๆ

ไม่ว่าจะมีคนออกมาค้าน ไม่มีคนออกมาค้าน

คนที่ท่านทั้งหลายต้องการผลักดันให้เป็นนายกฯ ก็คงได้เป็นนายกฯ สมใจ (ถึงจะทุลักทุเลสักหน่อยก็ตามที)

ถ้าได้ผลสมใจ แล้วทำไมต้องสุมแค้นหรือเพิ่มความเกลียดชัง

ด้วยวิธีการ “รังแก” กันอย่างน่าละอาย

ศักดิ์ศรีหายไปไหน

ความเป็นสุภาพบุรุษลูกผู้ชายที่ยืดอกภูมิใจหนักหนาหายไปไหน

กฎหมาย ระเบียบของบ้านเมืองที่บอกว่าจะเข้ามาปกปักรักษาหายไปไหน

อยากเห็นหน้าลูกผู้ชายตัวจริงสักคนน่ะ

มีไหม

บทความก่อนหน้านี้บทวิเคราะห์ : สัญญาภาค 2 นายกฯ ตู่ คนที่ 29 ปรับลุค อ่อนโยน ลดก้าวร้าวได้ ?
บทความถัดไปคนมองหนัง | “ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์” @ สกาล่า สถานะพิเศษของ “พนเทพและเพื่อน”