ฐากูร บุนปาน | เงื่อนไขต่างๆ แม้จะรัดกุมเพียงไร ก็มักจะมีช่องโหว่อยู่เสมอ

ฐากูร บุนปาน

งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่เพิ่งจบไปหมาดๆ ก่อนสงกรานต์

ซึ่งจัดกันที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เป็นปีสุดท้าย ก่อนท่านจะทุบตึกปรับปรุงซ่อมแซม 3 ปี

และงานทั้งสัปดาห์หนังสือฯ-มหกรรมหนังสือฯ ที่จัดขึ้นหัวปีท้ายปี จะย้ายไปอยู่ที่เมืองทองธานี

เลยต้องไปแวะเวียนพบปะพูดคุยกับพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ในวงการมากกว่าปกติหน่อย

วันสุดท้ายของงาน นอกจากไปเดินทักบูธนั้นบูธนี้

ยังแวะเวียนไปเวทีเสวนาว่าด้วยเรื่องเมฆและหนังสือเมฆ ของ “อาจารย์บัญชา ธนบุญสมบัติ”

อาจารย์เป็นคนคุยสนุก ความรู้รอบตัวนั้นรอบตัวจริงๆ

เป็นนักฟิสิกส์ แต่ชอบอ่านหนังสือโบราณคดี ถึงขนาดมีหนังสือศิลปากรของกรมศิลปากรครบชุด

เวลาพูดคุยกันหรือเขียนหนังสือจึงมีเสน่ห์

ฉะนั้น นอกจากหนังสือ “All about cloud เล่มนี้มีเมฆมาก” ที่สำนักพิมพ์มติชนเขาส่งให้อยู่แล้ว

จึงหิ้วหนังสือที่อาจารย์เขาเขียนกับสำนักพิมพ์สารคดีมาอีก 2 เล่ม

ได้แก่ 10 ตำนานสะท้านโลก และถอดรหัสสัญลักษณ์ปริศนา

พอท่านผู้เขียนเซ็นให้

ท่านผู้อ่านก็ตะลุยอ่านจบทั้งสองเล่มใน 1 วัน

อ่านแล้วก็ไปสะดุดเอาเรื่องหนังในเล่มหลัง

เรื่องที่ว่าด้วยนรสิงหาวตาร

สำหรับนักเลงวรรณคดี ชื่อนี้ไม่แปลกหูเท่าไหร่ ใครก็รู้ว่านี่คือปางที่ 4 ในนารายณ์ 10 ปาง

ต่อเนื่องมาจากปางที่ 3 วราหาวตาร ที่พระนารายณ์อวตารลงมาเป็นหมู

ขวิด “หิรัณยกษะ” ให้คลายมือจากการม้วนแผ่นดิน ที่จะทำให้สิ่งมีชีวิตทั้งหลายล้มตายกันหมด

“หิรัณยกศิปุ” ผู้เป็นน้องชาย เจ็บแค้นแทนพี่ ไปเพียรบำเพ็ญตบะจนกระทั่งพระพรหมใจอ่อนให้พรมา

คำขอของหิรัณยกศิปุก็คือ จะไม่ถูกฆ่าโดยเทพ มนุษย์ หรือสัตว์ร้าย

ไม่มีอาวุธอะไรทำอันตรายได้ ไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืน ไม่ว่าจะภายในหรือนอกที่อาศัย ไม่ว่าจะบนพื้นหรือบนฟ้า

เมื่อได้พรก็มีอำนาจ เมื่อมีอำนาจก็อาละวาด จนชาวบ้านเดือดร้อนไปทั่ว

แต่ใครจะฆ่าหรือกำจัดไม่ได้ เพราะขอพรให้ฆ่าไม่ตายจากพระพรหมมาแล้ว

ถึงกระนั้นก็ตายจนได้

เพราะปางนี้พระนารายณ์อวตารลงมาเป็นนรสิงห์ อมนุษย์ครึ่งคนครึ่งสิงห์

โผล่มาจากเสาบ้านที่หิรัณยกศิปุอาละวาดทุบจนพัง ตามคำเรียกร้องของลูกชายหิรัณยกศิปุเอง

ออกมาแล้วก็หิ้วหิรัณยกศิปุมานั่งบนตักตรงธรณีประตู ตอนโพล้เพล้

ก่อนจะถามย้อน (เกล็ด) ทีละข้อว่า นรสิงห์ใช่เทพ มนุษย์ หรือสัตว์ หรือไม่-ไม่ใช่

เวลาโพล้เพล้ใช่กลางวันหรือกลางคืนหรือไม่-ก็ไม่ใช่

ธรณีประตูอยู่ในหรือนอกบ้าน-ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง

นั่งบนตักนี่อยู่บนพื้นหรือบนฟ้า-ก็ไม่ใช่อีก

และกรงเล็บนี้เป็นอาวุธหรือไม่-ก็ไม่เป็น

เสร็จความ นรสิงห์ก็ฉีกร่างหิรัณยกศิปุด้วยกรงเล็บขาดใจอยู่ตรงนั้น

ไม่มีข้อใดขัดกับพรที่พระพรหมให้มาเลย

อาจารย์บัญชาท่านสรุปท้ายเรื่องเอาไว้ว่า

ถ้าว่ากันแบบปราชญ์ฮินดู คติของเรื่องนี้ก็คือ พระผู้เป็นเจ้าอยู่ทุกหนทุกแห่ง และผู้มีศรัทธาต่อพระองค์ย่อมได้รับการคุ้มครอง

แต่อาจารย์ท่านสรุปแบบมนุษย์และนักวิทยาศาสตร์ว่า

เงื่อนไขต่างๆ ที่มีอยู่นั้น แม้จะคิดว่ารัดกุมเพียงไร ก็มักจะมีช่องโหว่อยู่เสมอไป

แต่อีกด้านก็มักจะมีพวกศรีธนญชัยหาทางซอกแซกหลีกเลี่ยงกฎหมายให้เห็นเยอะ

บางพวกถ้าซอกแซกหาทางออกไม่ได้ ก็ใช้วิธีตั้งตัวเป็นพระพรหม ให้พรตัวเองเสียเลย

ข้อคิดจากนรสิงหาวตารฉบับนักฟิสิกส์ก็ประมาณนี้ละครับ

ส่วนท่านไหนจะเอานิทานวรรณกรรม ไปเปรียบเทียบหรืออนุมานกับสถานการณ์อื่น

อันนั้นก็เป็นสิทธิ เป็นความชอบของแต่ละท่านไป

ทำได้เลยโดยไม่ต้องโยงมาถึงผู้เขียนหรืออาจารย์บัญชาที่เป็นต้นตอ

เรื่องนี้ไม่ขอรับเกียรติยศชื่อเสียงแต่อย่างใดทั้งสิ้น

บอกกันไว้แต่เนิ่นๆ เลย

ฮา

บทความก่อนหน้านี้ห่วงสหกรณ์หนี้พุ่ง | ลุ้นการเมืองนิ่งดัน ศก. 3.8% | รีดภาษีเบียร์ 0% เพิ่ม
บทความถัดไป‘นุ่น วรนุช’ ในวัย 39 กับ ประสบการณ์22 ปี ในวงการ ที่ยังอยาก “ทำตัวว่างเปล่าเพื่อเรียนรู้”