“คำ ผกา พยากรณ์” ย้อนอ่านคำทำนายการเมืองไทยหลังยุคอภิสิทธิ์ เมื่อปี53 พูดเลยว่าขนลุกค่ะ!

คำ ผกา

หมายเหตุ : บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกในมติชนสุดสัปดาห์ หน้าในประเทศ เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 53

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา ได้มีการจัดงานเสวนาหัวข้อ “การเมืองสยามประเทศไทย : หลังอภิสิทธิ์ 1” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยหนึ่งในผู้ร่วมอภิปรายในเวทีเสวนาดังกล่าว ก็คือ คอลัมนิสต์ดัง “คำ ผกา”

นักคิดนักเขียนสุดร้อนแรงจากเชียงใหม่ระบุอย่างมั่นใจว่า หลังรัฐบาลอภิสิทธิ์ ประเทศไทยก็ยังจะมี “รัฐบาลแบบอภิสิทธิ์” อยู่เช่นเดิม ไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งขึ้นหรือไม่ เนื่องจากการต่อสู้ของเมืองไทยตอนนี้ คือ การต่อสู้ของ 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ “กลุ่มที่ต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลง” และ “กลุ่มที่ไม่ต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลง”

โดยในการต่อสู้ระยะสั้นไม่ต่ำกว่า 10 ปีนับจากนี้ ชัยชนะจะยังเป็นของ “กลุ่มที่ไม่ต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลง” และสิ่งแรกที่คนกลุ่มนี้จะทำ ก็คือ การจำกัดอุดมการณ์ของ “กลุ่มคนที่เรียกร้องให้เกิดความเปลี่ยนแปลง”

และน่าจะมีการกวาดล้างการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงให้หมดจดและหายออกไปจากการเมืองไทย

จากนั้น คำ ผกา ได้วิเคราะห์แนวโน้มทางด้านเศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม และการเมืองไทย ในอนาคต ซึ่งจะเต็มไปด้วยความสงบเรียบร้อยและความหวังอันเรืองรองเป็นอย่างยิ่ง

ในด้านเศรษฐกิจ นักเขียนสาวชี้ว่าเศรษฐกิจไทยภายใต้การนำของ “รัฐบาลแบบอภิสิทธิ์” จะยังคงให้ความสำคัญกับ “การพัฒนาเศรษฐกิจแบบไทย” ด้วยการโน้มนำให้คนไทยเชื่อว่า เราไม่จำเป็นต้องพัฒนาเศรษฐกิจให้เหมือนกับประเทศที่พัฒนาแล้ว

เราไม่ควรอิจฉาที่ลาวมีโทรศัพท์มือถือระบบ 3 จี ใช้ เขมรจะสร้างสนามบิน หรือคุณภาพการศึกษาของเวียดนามดีกว่าไทย เพราะนั่นเป็นการพัฒนาแบบเห็นผิดเป็นชอบ เป็นลัทธิบูชาเงิน บูชาวัตถุ บูชาความเจริญก้าวหน้าภายนอก แต่ละทิ้งแก่นแกนทางจิตวิญญาณ

ประเทศไทยจึงไม่ควรเดินตามรอยประเทศโลกที่ 1 ซึ่งใช้กิเลสและความโลภเป็นตัวกระตุ้นการพัฒนา แต่เราต้องให้ความสำคัญกับความสุขมวลรวมของประชาชาติมากกว่าตัวเลขจีดีพี

อันจะทำให้เรา “พัฒนา” และ “เจริญก้าวหน้า” ในแบบของเราและไม่จำเป็นต้องเหมือนใครในโลก เราสามารถทนอยู่อย่างอดๆ อยากๆ ได้ เราจะไม่บ่นหากรัฐมิสามารถให้บริการสาธารณูปโภคแก่เราอย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อไม่มีรถเมล์ รถไฟ เราต้องเรียนรู้ที่จะเดินเท้าไปภาวนาไป เพื่อเป็นการออกกำลังกายและบริหารจิตให้เข้มแข็ง

หากบริการสัญญาณอินเตอร์เน็ตของเราเชื่องช้าหรือล่มบ่อยๆ นั่นก็เป็นโอกาสที่เราจะละความสนใจจากจอคอมพิวเตอร์ไปใช้เวลากับสมาชิกในครอบครัว เพื่อความรักและความอบอุ่น

ถ้าไฟฟ้าในประเทศเราดับบ่อยๆ นั่นก็เป็นโอกาสดีที่ประชาชนไทยจะได้หันมาเงยหน้ามองดวงดาวและดวงจันทร์ที่ส่องสว่างเรืองรองบนท้องฟ้า รวมทั้งรับฟังเสียงเงียบจากความมืด

ในด้านสังคมวัฒนธรรม คำ ผกา ทำนายว่ารัฐจะให้ความสำคัญกับศาสนา จริยธรรม และศีลธรรม มากยิ่งขึ้น สังเกตจากการห้ามใส่เหล้าลงในกระเช้าปีใหม่ การกำหนดเวลาซื้อขายสุรา ตลอดจนการทุ่มงบประมาณไปกับการกำกับพฤติกรรมส่วนตัวของประชาชน ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นหากพิจารณาจากจำนวนโฆษณาตามสื่อต่างๆ ของ สสส.

สถานีโทรทัศน์สาธารณะก็จะผลิตรายการที่ให้ความสำคัญกับชีวิต “ทางเลือก” เช่น ปราชญ์ชาวบ้าน หรือ ความเข้มแข็งของชนบท มีการพูดถึงประชาธิปไตยทางตรงหรือประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ และเฝ้าโจมตีประชาธิปไตยระบบตัวแทนอย่างต่อเนื่อง

เราจะมีการเซ็นเซอร์หนังที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม เพราะฝ่ายรัฐมีอำนาจในการผูกขาดการตัดสินผิดชอบชั่วดีให้กับประชาชนไปแล้ว เช่น การมีเรต “ห” หรือ “ห้ามฉาย” ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าเราจะแก่แค่ไหน รัฐก็ยังไม่เชื่อว่าเรามีวิจารณญาณในการดูหนังเรื่องนั้นๆ

สำหรับการปฏิรูปสื่อก็จะเต็มไปด้วยถ้อยคำสวยหรู แต่มีสถานะเป็นเพียงแค่ยุทธศาสตร์ ขณะที่กลุ่มปฏิรูปก็จะหากินกับงบประมาณการจัดทำยุทธศาสตร์กันได้อีกนาน ตราบเท่าที่เรายังไม่มีการพูดถึงการใช้อำนาจทั้งในที่มืดและที่สว่างเพื่อใช้ปิดปากคนมิให้พูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด รวมทั้งปิดปากสื่อมิให้เสนอข่าวที่ไม่ควรเป็นข่าว

สุดท้าย คนไทยจะค่อยๆ เซ็นเซอร์ตนเอง จนซึมลึกไปถึงระดับจิตใต้สำนึก ก่อนตกผลึกกลายเป็นส่วนหนึ่งของดีเอ็นเอหลักที่พวกเราจะส่งต่อไปให้ลูก หลาน เหลน ในอนาคต

ด้านการเมือง คอลัมนิสต์สุดฮิตในมติชนสุดสัปดาห์ เชื่อว่าการเมืองไทยจะมั่นคงมีเสถียรภาพ ตราบเท่าที่มิติด้านเศรษฐกิจและสังคมวัฒนธรรมดำเนินไปอย่างเรียบร้อย

คนไทยจะว่านอนสอนง่าย ใช้ชีวิตมีความสุขอย่างสมถะ พอใจในสิ่งที่เรามี นอกจากนั้น เรายังตอบสนองนโยบายของรัฐ ด้วยการสร้างครอบครัวอบอุ่น ยิ้มให้กันทั้งวัน ชวนกันไปทำบุญที่วัด ไม่ใช่ไปม็อบให้ถูกยิงตาย

พ่อแม่คนไทยจะหมกมุ่นอยู่กับการขับรถรับส่งลูกไปโรงเรียน ไปเรียนพิเศษ ไปทำกิจกรรมต่างๆ เราใช้เวลาไปกับการอยู่บนถนน จนไม่มีเวลามานั่งคิดเรื่องการเมือง หรือตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล หรือตั้งคำถามในชีวิต พอทำงานมาเหนื่อยๆ เราก็กลับมาดูข่าวที่เสพง่ายๆ สั้นๆ ไม่ซับซ้อน จากนั้นจึงดูละครหล่อหลอมดวงวิญญาณ อ่านทวิตเตอร์ของพระดัง ที่ชี้ทางพบสุขอย่างง่ายๆ แค่ชั่วต้มมาม่าสามนาที เพื่อให้มีสติก่อนนอน

ชีวิตคนไทยจะมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ถ้ามีอุทกภัยหรือภัยหนาว เราก็แก้ปัญหาด้วยการบริจาค เมื่อมีปัญหาขายข้าวไม่ได้ราคา น้ำท่วม หรือฝนแล้ง รัฐก็แค่แก้ปัญหาปลายเหตุด้วยการจ่ายเงินชดเชยให้แก่เกษตรกร

โดยไม่ต้องไปพัฒนาองค์ความรู้หรือคิดว่าทำอย่างไรน้ำจะไม่ท่วม ฝนจะไม่แล้ง หรือจะให้ชาวนาไทยเอาเทคโนโลยีมาใช้ในการเกษตรเพื่อลดต้นทุนในการผลิต และให้การผลิตมีประสิทธิผลมากขึ้น เพราะสิ่งเหล่านั้นมันทำได้ยากเกินไป

คํา ผกา ชี้ว่าแนวโน้มการเข้าหามิติทางวิญญาณของคนไทย จะทำให้เราเราหันมาแก้กรรมกันมากขึ้น เมื่อชีวิตประสบปัญหา ผู้นำทางจิตวิญญาณที่มีทักษะในการดูกรรม แก้กรรม สแกนกรรม จึงจะทรงอิทธิพลขึ้นมาแทนที่นักการเมือง เนื่องจากปัญหาในชีวิตของเราจะไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง เศรษฐกิจ ในระดับมหภาค แต่เกิดขึ้นจากกรรมในชาติที่แล้ว

สำหรับผู้ไม่งมงายที่ต้องการหาทางออกลุ่มลึกกว่านั้น ก็อาจไปแสวงหาพระอาจารย์วิปัสสนายามเมื่อมีปัญหาชีวิต ปล่อยวางเสีย นักการเมืองเลวก็ช่างเขา เราทำดี เราไม่เลว เท่านี้เราก็ช่วยประเทศชาติบ้านเมืองได้มากมายแล้ว

นอกจากนี้ ศาสนายังเป็นเครื่องมือล้างบาป คนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการ รุกที่ป่า หากสามารถสร้างภาพพจน์เป็นผู้นั่งสมาธิ ถือศีล ทำทาน ภาวนา เป็นประจำ ก็จะมีภาพพจน์ที่ดี เช่นเดียวกับ ดารานักร้อง ที่ถ้ามีข่าวฉาว ก็สามารถไปบวชพระบวชชีสักพัก ก่อนจะกลับมาเอาชนะใจมหาชนได้ดังเดิม

สุดท้าย “โหรจำเป็น” จากสันคะยอม ฟันธงว่าอนาคตของประเทศไทยจะสดใสเรืองรอง ประชาชนจะมีแต่ความสุข แม้อดอยากทางกายแต่ใจก็สุขสงบ ชีวิตเราจะเรียบง่าย ไม่มีความรู้สึกอยากได้ใคร่มี เริ่มปลงและเลิกเปรียบเทียบประเทศไทยกับประเทศอื่นๆ

หนักเข้าเราอาจเลิกเรียนภาษาต่างประเทศ เพราะเราไม่อยากรับรู้ว่าประเทศอื่นพูดถึงประเทศเราว่าอย่างไร ประเทศเหล่านั้นไม่ได้เกิดมาเป็นคนไทย มันไม่รู้หรอกว่า ความสุขของเราอยู่ที่ไหน คนต่างชาติพวกนั้นชอบเอามาตรฐานของตนเองมาวัด แล้วประณามว่าเราเป็นรัฐทหารบ้าง ไม่เป็นประชาธิปไตยบ้าง แต่ช่างเขาเถิด เราแค่ยืนยันและภูมิใจในเอกลักษณ์ของเราที่ไม่มีใครเหมือนแค่นี้ก็เกินพอแล้ว

ยิ่งกว่านั้น คนที่อ่านเขียนภาษาอังกฤษได้ ควรช่วยกันปกป้องชื่อเสียงของประเทศไทย ด้วยการเขียนจดหมายภาษาอังกฤษส่งไปยังสื่อต่างๆ ทั่วโลก เพื่อชี้แจงจุดยืนในการพัฒนาประเทศของเราให้พวกเขาได้รับรู้ ช่วยกันเผยแพร่คุณงามความดีแบบไทยให้คนต่างชาติได้ตระหนัก ร่วมกันประณามการบิดเบือนข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยโดยสื่อต่างชาติที่ถูกทักษิณล้างสมอง

และเรียกร้องให้โลกทั้งใบเคารพในวิถีทางการเมืองการปกครอง “แบบไทยๆ” ที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนใครบนโลกใบนี้

บทความก่อนหน้านี้ปริศนาโบราณคดี : พระอุปคุต VS พระบัวเข็ม ตกลงองค์เดียวกัน หรือคนละองค์? (6)
บทความถัดไปปริศนาโบราณคดี : พระอุปคุต VS พระบัวเข็ม ตกลงองค์เดียวกัน หรือคนละองค์? (จบ)