ไซเบอร์ วอชเมน : “ตอบโต้-ลดทอน” ม็อบนักศึกษาไล่รัฐบาลรอบใหม่ บนโลกออนไลน์อย่างไร?

การชุมนุมของประชาชนเมื่อวันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งนำโดย “เยาวชนปลดแอก” และการชุมนุมในวันถัดมาที่เชียงใหม่และอุบลราชธานี เป็นการชุมนุมทางการเมืองรอบล่าสุด หลังห่างหายไปช่วงหนึ่งจากมาตรการล็อกดาวน์เพื่อสกัดการระบาดของโควิด-19 แต่คราวนี้ออกมาลงถนนด้วยความโกรธเคืองและคำประกาศที่ให้รัฐบาลยุบสภา

ความโกรธของประชาชนจำนวนมากที่ถูกถ่ายทอดผ่านแสดงออกในรูปของป้ายข้อความ เสียงตะโกนและการชู 3 นิ้ว ปะทุขึ้นจากเหตุการณ์พบผู้ติดเชื้อชาวต่างประเทศที่ระยองและกรุงเทพฯ ส่งผลสะเทือนอย่างหนัก

โดยเฉพาะระยองกระทบกระเทือนต่อการค้าขายและการท่องเที่ยว ความกลัวต่อการระบาดและความหวาดหวั่นที่อาจล็อกดาวน์อีกลุกลามไปทั่ว

และยังปลุกให้ประชาชนจำนวนมากไม่พอใจต่อการบริหารของรัฐบาลและ ศบค.ที่ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินควบคุมประชาชนด้วยข้ออ้างของโรคระบาดแต่กลับเลือกปฏิบัติ ลดความเข้มงวดกับคนบางกลุ่ม ส่งผลกระทบต่อชีวิตปากท้องและเศรษฐกิจของเมืองท่องเที่ยวที่พึ่งฟื้นตัวและกำลังตั้งตัวใหม่หลังเสียหายและขาดรายได้จากล็อกดาวน์ ต้องชะงักอีกครั้ง

การประท้วงของ 2 เยาวชนที่ระยองเป็นจุดเริ่มต้นและนำไปสู่การประท้วงใหญ่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ลานประตูท่าแพ และอีกหลายที่จะทยอยตามมา ถูกถ่ายทอดออกสู่โลกออนไลน์ เผยภาพและข้อความว่าคนไม่ทนต่อรัฐบาลนี้ได้อีกต่อไปแล้ว

การเผยภาพและข้อความขับไล่รัฐบาลออกสู่โลกออนไลน์ ก็ทำให้ฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลได้กลับมาตอบโต้อีกครั้ง

แต่จะลดพลังความโกรธเคืองต่อรัฐบาลไปได้หรือไม่?

 

การประท้วงรอบนี้ มีความแตกต่างจากครั้งก่อนเมื่อต้นปีอย่างมาก โดยเฉพาะบทบาทของคนรุ่นใหม่ทั้งในแง่จำนวนที่ออกมามากขึ้นและข้อความที่สื่อสารที่ชัดเจน ตรงไปตรงมาและสื่อสารในหลายรูปแบบมากขึ้น

เป็นพัฒนาการที่ต่างกับเมื่อต้นปีที่คนรุ่นใหม่ที่เป็นนักศึกษาใช้มหาวิทยาลัยเป็นสถานที่จัดการชุมนุมต้านรัฐบาล

และพอมาเป็นการชุมนุมบนท้องถนน ไม่เพียงคนรุ่นใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัย ยังมีคนทำงานบริษัทเอกชน คนหาเช้ากินค่ำที่ได้รับผลกระทบก็มาร่วมชุมนุมด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความเดือดร้อนจากการบริหารของรัฐบาลที่ผิดพลาดจนกระทบเรื่องปากท้อง ยิ่งถึงคราวรัฐบาลทำการ์ดตกเสียเองจากกรณีระยอง ก็ทำให้ธุรกิจเอกชนเริ่มส่งเสียงไม่พอใจรัฐบาล พร้อมแสดงออกเชิงสนับสนุนการชุมนุมของคนรุ่นใหม่นี้ไปด้วย

ภาพคนชุมนุมกว่า 3 พันคนที่พร้อมใจกันชูสามนิ้ว คนหน้าใหม่จากหลายที่มาร่วมแสดงออก กลายเป็นสิ่งที่ถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์ ยังไม่ถึงวัน แฮชแท็ก #เยาวชนปลดแอก พุ่งทะยานถึง 2 ล้านทวีต

ความเห็นที่ออกมาสนับสนุนการชุมนุมทั้งในหมู่คนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่าที่เห็นคล้อยตาม ต่างสื่อสารกันอย่างคึกคัก

ทำให้อำนาจรัฐและเครือข่ายมวลชนผู้สนับสนุนที่อยู่ในหลายวงการต้องรีบออกมาตอบโต้เพื่อดับพลังที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

 

โพสต์ข้อความที่เอามาประกอบเรื่องนี้ เป็นบางส่วนของการตอบโต้อย่างเป็นระบบที่มีจุดมุ่งหมายบั่นทอนและทำลายพลังการขับไล่รัฐบาล โดยติดป้ายผู้ชุมนุมว่าเป็นผู้ทำให้เกิดการแพร่เชื้อโรค โดยฉวยเอาเรื่องการระบาดของโควิดมาโจมตีผู้ชุมนุมเพื่อสนับสนุนข้ออ้างที่นำไปสู่การห้ามคนมาร่วมชุมนุม หรือโจมตีว่าเอาคนที่ติดเชื้อมาร่วมชุมนุมเพื่อให้รัฐบาลการ์ดตก

ข้อความลักษณะชี้นำนี้ต่างแพร่กระจายสู่ช่องทางต่างๆ ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นลักษณะของปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร ที่ไม่ใช่แค่หน่วยงานรัฐไซเบอร์เท่านั้นที่ทำ แม้แต่เครือข่ายที่สนับสนุนรัฐบาลตั้งแต่มวลชนจัดตั้งที่มีเพจลักษณะคล้ายเพจข่าว สำนักข่าวปกติ จนถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงที่มีจุดยืนเชียร์รัฐบาล ต่างผลิตความคิด ส่งต่อและเผยแพร่ซ้ำ ทำเป็นวงจรเช่นนี้ไปตลอด

ทันทีที่ข่าวการชุมนุมถูกนำเสนอ การตอบโต้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่องก็จะเริ่มขึ้นแทบใกล้กัน มีการโพสต์ข้อความและภาพโดดๆ แล้ว ยังเกาะเกี่ยวกับแฮชแท็กที่เป็นประเด็น ใส่ข้อความลักษณะโจมตีตัวบุคคล บิดเบือนสาระสำคัญของการชุมนุมเพื่อไหลเข้าไปฟีดข้อความที่ผู้คนกำลังติดตาม

การเคลื่อนไหวรูปแบบนี้ เหมือนเช่นทุกครั้งที่เกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาล คือ เพื่อจุดมุ่งหมายทางจิตวิทยาและโน้มน้าวให้คนเชื่อว่า มีผู้ติดเชื้ออยู่ในการชุมนุม ม็อบนี้มีการหนุนหลังจากนักการเมืองโดยเฉพาะฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล (เจาะจงหน่อย ตอนนี้ก็คือ พรรคก้าวไกลและคณะก้าวหน้า ซึ่งมีจุดยืนเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบจารีตนิยม) ม็อบนี้มีท่อน้ำเลี้ยง ม็อบมีเจตนาล้มล้างรัฐบาล ทำลายประเทศไทย เป็นต้น

เป็นผลลัพธ์ที่ต้องการไม่ให้เกิดการต่อต้านรัฐบาลไม่ว่าผู้แสดงออกจะมีจำนวนมากน้อยแค่ไหน ต้องถูกกำราบให้ราบคาบและเงียบสงบอย่างที่เชื่อมั่นแบบฝังหัว

 

อย่างไรก็ตาม นอกจากไม่สามารถโน้มน้าวเปลี่ยนความคิดได้แล้ว ยังไม่เชื่ออีกด้วย เพราะข้ออ้างที่รัฐบาลใช้นั้น กลับถูกทำลายลงโดยรัฐบาลเสียเอง หนำซ้ำถูกมหกรรมกรุ๊ปทัวร์ลงไปในเพจที่โพสต์ข้อความหรือภาพที่มีลักษณะโจมตีผู้ชุมนุมและการชุมนุมอย่างเข้มข้นจนถึงขั้นต้องลบโพสต์ที่เป็นประเด็นนั้นทิ้ง หรือหนักสุดคือ ปิดเพจตัวเองไป

ทั้งทวิตเตอร์หรือเฟซบุ๊กในช่วงนี้จะคึกคักและหนักหน่วงเป็นพิเศษ เพราะเมื่อใดที่มีการโพสต์ประเภท รัฐบาลบริหารประเทศดีแต่เพิ่งทำการ์ดตกเองจนประเทศพัง ผ่านงบฯ จัดซื้ออาวุธหรือเครื่องบินหรูรับวีไอพีทั้งที่มีคนฆ่าตัวตายเพราะธุรกิจเจ๊ง หรือใครออกมาเชียร์รัฐบาลทั้งที่กระแสนิยมตกต่ำลง โยงว่านักการเมืองรุ่นใหม่เป็นท่อน้ำเลี้ยงให้ม็อบนักศึกษา

รับรองได้ว่ามีทัวร์ลง ท่วมท้นไปด้วยคอมเมนต์เชิงเสียดสี วิจารณ์โต้กลับมุมมองที่ไม่ยอมรับความจริงหรืออยู่โลกคู่ขนานแน่ๆ

 

แทนที่จะลงมาทำสงครามไซเบอร์กับประชาชนที่ทำเพียงแค่วิพากษ์วิจารณ์การบริหารประเทศที่หลงทางและไม่ช่วยแก้ไขปัญหา ควรให้ความสนใจว่าแก้ไขปัญหายังไงให้ตรงเป้าดีกว่า

แต่ถ้าแก้ไขปัญหาของชีวิตประชาชนแล้วยังไม่ดีพอ หรือยิ่งซ้ำเติมให้เลวร้ายกว่าเดิม ก็ต้องรีบยอมรับความจริง

และลาออกจากตำแหน่ง เพื่อให้คนใหม่ที่แก้ไขได้จริงๆ รีบทำแทน

บทความก่อนหน้านี้สถานีคิดเลขที่ 12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร / เสียงปืนแตก
บทความถัดไปเทศมองไทย : สารพันปัญหาในยาม “เปลี่ยนม้ากลางศึก”