ฟัง ย้ง ทรงยศ วิพากษ์ “มาร์ช ต่อ แบงค์ สกาย”

รายงานพิเศษ

“พูดยากเหมือนกันนะ” ย้ง-ทรงยศ สุขมากอนันต์ บอกทันทีที่ได้ยินคำถามเรื่องหลักการคัดนักแสดงเข้าสังกัดบริษัทนาดาว บางกอก ที่วัยรุ่นส่วนใหญ่ใฝ่ฝัน

“เป็นสัญชาตญาณของผมล้วนๆ ไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม แต่สิ่งหนึ่งแน่ๆ คือต้องมีบุคลิก รูปร่าง หน้าตา ที่ดึงดูดความสนใจเรา”

“ไม่อยากใช้คำว่าสวย หล่อ เพราะหลายคนหน้าตาดี ทำให้เราอยากมอง แต่เวลาเขาพูด เขาเดิน 1 นาทีผ่านไปเราก็ไม่สนใจแล้ว ดังนั้น ไม่ใช่เรื่องหน้าตา เป็นเรื่องของบุคลิก เสน่ห์เฉพาะตัว วิธีการพูดจา อะไรบางอย่างในตัว”

“สมมุติเด็กยืนอยู่ 10 คน ใครทำให้เรามอง ไหนขึ้นหน้ามาสิ ลองพูดสิ คุยกับเขาสิ ให้ทำอะไรบางอย่าง แล้วเรายังสนใจจะมองต่อไหม”

“ส่วนวิธีคิด ผมก็กลัวนะ เพราะเวลาทำหนัง หรือเซ็นสัญญา มันคือการที่เราใช้ชีวิตกับเขา จึงต้องเป็นคนที่เข้ากับเราได้ วันแรกวันเดียวไม่มีทางเห็น ตอน ฮอร์โมนส์ เดอะ เน็กซ์เจน เลยมีการเข้าค่ายเก็บตัว เบื้องหน้าเราอาจจะเห็นการถ่ายทำ แต่เบื้องหลังผมเรียกเด็กทุกคนมาคุย เอาไอจีมาดู ย้อนไปจนถึงรูปแรก ทำไมตั้งชื่อนี้ รูปนี้ทำไมถึงลง คืออยากรู้ว่าเขาคิดอะไร และผมเชื่อว่าพอเราเป็นผู้ใหญ่ เด็กโกหกหรือไม่ เราน่าจะอ่านออก อาจจะไม่ 100% แต่เวลาเราเริ่มรู้ว่า คนนี้มันเปิด ไม่ได้โกหก ก็เริ่มมั่นใจ เพราะไม่มีเด็กที่ไม่เคยทำผิด ไม่มีทางที่เด็กจะดี 100% ต่อให้ทำผิดมา แล้วแชร์ให้เราฟัง แล้วคิดว่าเขาควรทำอย่างไรดี ถ้าวันหนึ่งเป็นศิลปินแล้วต้องมีภาพลักษณ์ที่ดี ผมก็เชื่อว่าเราน่าจะทำงานร่วมกันได้”

“เราน่าจะสอนน้องได้”

ด้วยวิธีคิดดังกล่าว ปัจจุบันนาดาวก็เลือกนักแสดงได้เกือบ 40 คน

ซึ่งในบรรดานั้น เขารักทุกคนไม่เท่ากัน

เหตุผลน่ะหรือ…

“ก็อยู่ที่ว่าพวกเขาทำตัวอย่างไร”

“บางคนเริ่มต้นจากการอยากทำงานด้วย คือน้องทุกคนไม่มีคนไหนที่ผมไม่อยากทำงาน เพราะผมเป็นคนเลือกเขามา แล้วถ้าเกิดมาถึงจุดที่เราไม่รักเขาแล้ว หรือเขาไม่รักเราแล้ว ก็จะไปหมด ไอ้ที่เหลืออยู่นี่ยังไงก็รัก ก็ผูกพัน ความเท่า ไม่เท่ากัน เป็นเรื่องของการทำตัว การสนิทสนมของการใช้ชีวิตหลังจากนั้น”

ซึ่งถ้าจะพูดให้ลึกลงไป

“คนที่ผมรู้สึกผูกพันเป็นพิเศษก็ต้องเป็น กัน (กันต์ ชุณหวัตร) กับ ไมเคิล (ศิรชัช เจียรถาวร) เพราะ 2 คนนี้ทำงานกับผมมาตั้งแต่ “เด็กหอ” เจอตั้งแต่เขาอยู่ประถม 5 ตอนนี้ไมเคิลรับปริญญาปีที่แล้ว กันรับปีนี้”

“คนต่อไปก็เป็น ต่อ (ธนภพ ลีรัตนขจร) ที่เป็นต่อ เพราะต่อเป็นเด็กเซนซิทีฟ ผมรู้ว่ามันรักผมมาก เราก็เลยรักมันมาก บางทีผมแกล้งๆ ว่าทำตัวไม่ดี เดี๋ยวพี่ฉีกสัญญานะ พูดอย่างนี้น้ำตารื้นเลยนะครับ ทำให้เรารู้สึกผูกพันกับเขาไปโดยปริยาย”

การที่ต่อออกไปรับงานมากมายนอกค่ายจึงไม่ได้แปลว่าจะลาจากนาดาว

“อาของต่อคือพี่อาร์ม (วิบูลย์ ลีรัตนขจร) ผมรู้จักก่อนเจอต่ออีก วันหนึ่งผมไปเจอหลานเขา พี่อาร์มก็พูดว่าอยู่กับย้งน่ะดีแล้ว การที่ต่อไปจะไปไหนเลยไม่อยู่ในหัวเรา วันหนึ่งจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เราไม่รู้ แค่รู้สึกว่าที่นาดาวเราอยู่แบบพี่น้อง สัญญามันเป็นเรื่องของการทำงาน ถ้าวันหนึ่งน้องๆ อยากไปจริงๆ ระยะเวลาไม่มีความหมาย”

สําหรับ มาร์ช-จุฑาวุฒิ ภัทรกำพล คนที่เขาเคยเห็นตอนเป็นตัวประกอบเล็กๆ ในละครเรื่องหนึ่ง พอมาเห็นอีกครั้งในโครงการเฟรนด์ ฟอร์ ฟิล์ม ที่ประกาศรับนักแสดงมาเล่นหนัง “วัยรุ่นพันล้าน” “ก็คิดว่าน้องคนนี้น่าจะมีโอกาส” อย่างไรก็ตาม ณ ตอนนั้นมาร์ชยังไม่เหมาะกับบทในเรื่อง จึงส่งไปเป็นพิธีกรช่องเพลย์ แชแนล ก่อน

“ตอนนั้นเป็นการเลือกแบบที่ไม่รู้จักเลย เลือกจากหน้าตา ซึ่งปกติผมไม่ทำ แต่พอได้รู้จักมันทำให้ผมรู้สึกว่าวันนั้นเราโชคดี เราเลือกไม่ผิด เพราะมาร์ชเป็นเด็กนิสัยดี รักครอบครัว ตั้งใจทำงาน และถ้าทำอะไรผิดพลาด ไม่ต้องรอให้เรารู้ เขาเดินมาบอกเลย ทำให้ไว้ใจน้องในระดับที่ค่อนข้างสูง”

ขณะที่ สกาย-วงศ์รวี นทีธร ที่ทีมงานไปพบตอนตามหานักแสดง “ฮอร์โมนส์ เดอะ เน็กซ์เจน” นั้น

“น้องดูมีศักยภาพ แต่บุคลิกภาพในการเข้าสังคมต่ำมาก ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เป็นเด็กที่บุคลิกไม่ดีเลยครับ หมายถึงบุคลิกตัวเองไม่ดีแล้ว พอมาอยู่ท่ามกลางสังคมยังตั้งกำแพงไว้สูงมาก ใครเข้ามา ก็มีสีหน้าไม่พอใจ แล้วพูดจาไม่ดีใส่เขาอย่างนั้นเลย”

“ทีมไปสัมภาษณ์สกายตอนนั่งรอรอบ 40 คน ถามเป็นอย่างไรบ้าง สกายไม่ตอบ แล้วก็พูดว่ารำคาญ พี่ทุกคนก็แบบ…น้องสกายดังมากตอนนั้น ทุกคนล้วนเม้าธ์” เล่าแล้วย้งก็หัวเราะเมื่อหวนนึกถึง

“แต่ผมเสียดาย พอจบโดยสกายไม่เข้ารอบ 12 คนสุดท้ายก็เดินไปกระซิบน้องที่ทำแคสติ้งว่า ลองคุยกับพ่อแม่เขาหน่อยไหมว่าอยากลองพัฒนา เข้าใจว่าช่วงวัยรุ่นเป็นช่วงปรับปรุงบุคลิกภาพ ต้องให้เวลา ซึ่งพอเขาเข้ามา อาจเป็นเพราะพวกเราค่อนข้างเปิด น้องเลยสัมผัสได้ คือเขาเป็นเด็กที่เข้าสังคมไม่เก่ง เลยระวัง ป้องกันตัว พฤติกรรมแย่ๆ เลยออก แต่พอวันหนึ่งที่รู้สึกว่าที่นี่เป็นที่ที่ปลอดภัย การละลายพฤติกรรมเลยเกิด ถึงวันนี้สกายก้าวมาไกลจากวันแรกมาก”

และสำหรับ แบงค์-ธิติ มหาโยธารักษ์

“แบงค์เป็นเด็กจิตใจดี นิสัยดี”

เริ่มต้นประโยคนี้แล้วย้งก็ยิ้ม-อาจเพราะนึกขึ้นได้ว่า เขาใช้คำคำนี้อธิบายถึงน้องทุกคนที่พูดมา

“แบงค์เป็นเด็กซื่อๆ บ้านๆ จริงใจ แล้วปกติเราจะรู้ว่าพวกลูสเซอร์ไม่มีเสน่ห์ แต่แบงค์เป็นลูสเซอร์ที่มีเสน่ห์มากๆ เป็นแคแร็กเตอร์ที่หาไม่ง่าย”

เหตุผลที่มองแบงค์เป็นลูสเซอร์นั้น ย้งว่าเป็นเพราะ

“แบงค์ไม่ใช่คนเท่ หรือมีบุคลิกที่ดูเป็นพระเอกแบบช่องทีวีแน่นอน ไม่ใช่ หมาก (ปริญ สุภารัตน์) ไม่ใช่ ณเดชน์ (คูกิมิยะ) ไม่มีทางเป็นแบบนั้น ถ้าเป็นพระเอกก็เป็นพระเอกจ๋องๆ แบบ “เมย์ไหนฯ” เป็นตัวรอง แต่มันก็ผสมกันจนเขาฉายแสง เพราะนั่นคือตัวตนของเขา ความห่วย ไม่มีอะไรสักอย่าง แต่มีความจริง ความซื่อในแววตา ซึ่งหาไม่ได้ง่ายๆ ของคนที่จะเป็นพระเอกทั่วไป”

“ข้อดีของแบงค์อีกอันคือ ต่อให้วันนี้เขาจะเป็นพระเอกรุ่นใหม่ของนาดาวที่ประสบความสำเร็จสูงสุด มีคนตามเยอะที่สุด แต่พอช่วงนี้ไม่มีงาน แบงค์ก็เสนอตัวว่าผมไปแคสได้ทุกเรื่องนะครับ อันนี้คือสิ่งที่ผมชอบมาก เพราะเขาไม่วางตัวเองว่าเป็นดาราแล้วจะไม่แคส รู้ว่าวันนี้พี่ยังไม่มีบทเหมาะให้ แต่ก็อยากพิสูจน์ตัวเองกับโปรเจ็กต์อื่น ซึ่งเป็นทัศนคติที่ดี”

ของคนที่จะเป็นนักแสดง

บทความก่อนหน้านี้ประชามติฉลุย-ลุ้น ศก.ทะยาน 4% จับตาการเมือง-เลือกตั้งปี 2560 ดึงเชื่อมั่นเอกชนไทย-ต่างชาติลงทุน?
บทความถัดไป“การ์ตูนการเมือง” และ “บทกวี” สิ่งที่ใช้ “พูดแทน” กฤช เหลือลมัย