มงคล วัชรางค์กุล : ลาที “คีโม” ที่รัก

ผมส่องกล้องตรวจมะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) ที่ศูนย์ส่องกล้องทางเดินอาหารของเขต Berk (Berk Center for Digestive Health) ที่เมือง Reading, PA เมื่อ 28 เมษายน 2017

พอผมฟื้นขึ้นมา หมอส่องกล้อง Dr.Daniel Blecker ให้ดูภาพถ่ายหลายมุมของก้อนเนื้อขนาดโต 4 ซ.ม.ในลำไส้ใหญ่ อยู่ห่างจากรูทวาร 39 ซ.ม. เป็นก้อนใหญ่เกินกว่าจะใช้เครื่องมือตัดออกได้ ได้แต่ขูดเนื้อเยื่อไปเข้าแล็บหามะเร็ง จะรู้ผลในอีก 4 วันทำการ

หมอ Blecker บอกว่าก้อนเนื้อนี้หน้าตาเหมือนเซลล์มะเร็ง

เช้าวันนัดฟังผลแล็บ หมอ Blecker โทร.มาที่บ้านตั้งแต่เช้า 7 โมงครึ่ง แจ้งข่าวดีผลแล็บไม่พบเชื้อมะเร็ง

อย่างไรก็ตาม การที่พบก้อนเนื้อโต 4 ซ.ม.ในลำไส้ใหญ่นี้ จำเป็นต้องผ่าตัดออก

ผมได้คิวผ่าตัดวันที่ 22 มิถุนายน 2017 ที่โรงพยาบาล Penn State Health St. Joseph

ก่อนผ่าตัดผมได้คุยกับหมอผ่าตัด (General Surgeon) ชื่อ Dr. Michael J Abboud เขาวาดรูปลำไส้ใหญ่ แล้วอธิบายว่าจะผ่าตัดก้อนเนื้องอกออกโดยจะตัดมาทางซ้าย 5 ซ.ม. ทางขวา 5 ซ.ม.ห่างจากก้อนเนื้องอก รวมทั้งหมดจะตัดออกไปราว 14 ซ.ม.หรือเกือบ 6 นิ้ว ด้วยวิธีส่องกล้อง

หมอ Abboud บอกว่า ถ้ายูมาส่องกล้องลำไส้ก่อนหน้านี้ 5 ปี ก็จะเจอเพียงเนื้องอกติ่งเล็กๆ เอากล้องขูดออกได้ ไม่ต้องผ่าตัด

แต่ถ้ายูมาส่องกล้องหลังจากวันนี้ (ที่เจอก้อนเนื้อโต 4 ซ.ม. แล้ว) อีก 3 ปี ก็จะเจอเนื้องอกมะเร็งก้อนโต ต้องผ่าตัดแล้วให้คีโม และไม่รู้ว่าจะรักษาหายไหม

นี่คือคำอธิบายที่คุ้มค่า Visit ที่ต้องจ่ายเพิ่ม Co-pay จากบริษัทประกันสุขภาพอีก $ 40

 

เช้ามืดของวันผ่าตัด หมอ Abboud มาดูที่ห้องเตรียมผ่าตัด เอาปากกามาทำวงๆ ตรงพุงที่จะเจาะรูส่องกล้อง

หมอดมยาเป็นหมอแขกอินเดียชื่อ Dr. Malik เขาบอกว่าหน้าตาผมเหมือนเจงกิสข่าน ตอนที่ดมยาขอให้ผมจินตนาการว่าเป็นเจงกิสข่าน

นึกถึงตอนนั้น เจงกิสข่านยังไม่ทันขึ้นหลังม้าก็หลับไปก่อนแล้ว

ฟื้นขึ้นมา มีสายระโยงระยางเต็มไปหมดรอบตัว เจ็บหน้าท้องที่สุดในชีวิต เขาฉีดมอร์ฟีนให้หนึ่งเข็ม หมอ Abboud เข้ามาเยี่ยม บอกว่าใช้เวลาผ่าตัด 3 ชั่วโมง ตัดลำไส้ออกไป 5 นิ้วกว่า ส่งไปตรวจที่แล็บจะรู้ผลอีก 4 วัน

นอนพักในห้องพักฟื้น 3 ชั่วโมง เมื่ออาการดีแล้วจึงเข็นผมไปในห้องคนไข้ ที่เตียงมีสายให้ออกซิเจน สายวัดหัวใจ สายวัดความดันต่อไปยังศูนย์ควบคุมหน้าห้อง

คืนนั้นฉีดยาให้มอร์ฟีน 3 เข็ม เข็มละ 3 ชั่วโมง

คนข้างกายผมเป็น Neonatologist หมอเด็กอ่อนที่โรงพยาบาลนี้ ผมจึงได้รับการดูแลดีกว่าธรรมดา

 

หมอ Abboud มาเยี่ยมราว์ดดูอาการทุกวัน ยกเว้นวันที่เขามีผ่าตัดจะมีหมอผู้ช่วยชื่อ Dr. Beatle มาราวดแทน

หมอ Beatle มาแจ้งผลแล็บว่า

พบเซลล์มะเร็งที่ผนังลำไส้ ลามลงไปที่ต่อมน้ำเหลืองหนึ่งต่อมจากที่ตัดออกมา 3 ต่อม แต่ยังไม่เข้าท่อน้ำเหลือง จึงยังไม่กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกาย

“ยูโชคดีแล้วที่ตัดมันออกมาได้ทั้งยวง ทันเหตุการณ์” หมอ Beatle บอก

ตอนผ่าตัดนอนอยู่โรงพยาบาล 5 วัน หลังจากออกมา 4 วันนัดไปทำ Pet Scan ฉีดสีเข้าเส้นเลือดแล้วเอาตัวเข้าอุโมงค์ ตรวจดูตั้งแต่หัวถึงตีน ถ้ามีมะเร็งตรงไหนจะปรากฏจุดแดงบนจอ

ผมไม่มีจุดแดงเกิดขึ้นเลย แสดงว่าไม่มีมะเร็งเหลืออยู่ในร่างกาย

แต่หมอมะเร็ง Dr. Marc A. Rovito แนะนำว่า

“ถึงแม้เครื่อง Pet Scan จะตรวจไม่พบมะเร็ง แต่อาจจะมีเซลล์มะเร็งหนึ่งหรือสองเซลล์หลงเหลืออยู่ในร่างกายที่เครื่องตรวจไม่พบ จึงควรให้ “คีโม (Chemo)” เพื่อขจัดปัญหาจากมะเร็งในภายภาคหน้าทั้งมวล”

ผมจึงต้องกลับไปหาหมอศัลยกรรม Dr. Abboud อีกครั้ง ทำการผ่าตัดใต้ไหปลาร้าด้านซ้าย ใส่ Port เป็นกล่องขนาดเล็กเข้าไป ต่อสายเข้าเส้นเลือดหัวใจเพื่อเอา Pump มาเสียบ Port ต่อให้คีโม

คราวนี้หมอดมยาเป็น African American ชื่อ Dr. Monroe

การผ่าตัดใช้เวลา 30 นาที แต่ผมหลับไป 3 ชั่วโมง

 

ผมนัดให้คีโมครั้งแรก วันอังคารสัปดาห์ที่สามของเดือนกรกฎาคม 2017

วิธีการให้คีโมคือ ไปที่ออฟฟิศห้องคีโมตามเวลานัด ยื่นเอกสาร แล้วพยาบาลจะเรียกเข้าไปในห้องคีโมเพื่อเจาะเลือดไปตรวจ การเจาะเลือดไม่ต้องใช้เข็มแทงเส้นเลือดแล้ว แต่ใช้เข็มดูดเลือดออกจากรู Port เลย ส่งเลือดไปที่ห้องแล็บ

แล้วออกมานั่งรอที่ห้องออฟฟิศ จนพยาบาลเรียกเข้าไปด้านในเพื่อชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง ดูรายการยาที่กินอยู่ซึ่งเหมือนเดิมทุกครั้ง ถามอาการทั่วไป เพื่อลงบันทึก แล้วพาไปนั่งในห้องตรวจ วัดความดัน แล้วนั่งรอ

หมอ Rovito เข้ามาในห้อง เปิดจอคอมพิวเตอร์ดูผลตรวจเลือดว่ามีตัววัดค่ามะเร็งอยู่เท่าไร รวมทั้งผลตรวจเลือดอื่นๆ

หมอบอกว่าผลตรวจเลือด Beautiful

แล้วหมอ Rovito อธิบายว่า จะมีการให้คีโม 12 ครั้ง อาทิตย์เว้นอาทิตย์ รวม 24 อาทิตย์ ผลข้างเคียงจะเกิดขึ้นในการให้คีโมครั้งที่ 6-8 ต้องรอดูผลแล้วจึงปรับปรุงสูตรการให้คีโมกันใหม่

หมอ Rovito เป็นคนให้สูตรส่วนผสมยาของการให้คีโมแต่ละครั้งตามผลการเจาะเลือด

หมอ Rovito บอกว่า ในอเมริกา มะเร็งขั้นที่ 3 อัตรารอดหลังจากให้คีโมแล้วอยู่ได้นานเกิน 5 ปี เท่ากับ 78.5%

ที่ผมเป็นอยู่นี้คือมะเร็งขั้นที่ 3A คือมะเร็ง ไปที่ต่อมน้ำเหลืองแล้วแต่ยังไม่เข้าท่อน้ำเหลือง ยังมี 3B, 3C ถ้ามะเร็งเข้าท่อน้ำเหลืองแล้วกระจายไปยังอวัยวะอื่น เรียกว่ามะเร็งขั้นที่ 4

 

ในห้องให้คีโม มีเก้าอี้พร้อมอุปกรณ์เรียงเป็นแถวยาว 2 ฝั่ง หันหน้าเข้าหากัน น่าจะมีอยู่ฝั่งละราวๆ 10 ตัว รวมทั้งมีเป็นห้องกระจกอีก 4-5 ห้อง

พยาบาลมาอธิบายเรื่อง Pump ให้คีโมที่ต่อเข้า Port แขวนคอไปให้คีโมต่อที่บ้านว่า ถ้ามีผลข้างเคียงให้โทร.เข้าศูนย์ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ศูนย์จะโทร.ขอคำแนะนำจากหมอ Rovito แล้วแจ้งกลับให้ทราบทันที

การให้คีโมในห้องนี้ใช้เวลา 3 ชั่วโมงครึ่ง ใครมีญาติมาด้วยก็เข้ามานั่งเป็นเพื่อนได้ ส่วนผมมาคนเดียว แต่ตอนเที่ยงคนข้างกายจะเข้ามาเยี่ยม ซื้ออาหารมาฝาก

เก้าอี้ให้คีโมเหมือนเก้าอี้ชั้นธุรกิจบนเครื่องบิน ปรับเอนนอนได้ มีจอทีวีให้เลือกดูช่องต่างๆ มีหนังสือให้หยิบมาอ่าน มีชา-กาแฟพร้อมของขบเคี้ยวไว้บริการ ในตู้เย็นมีแซนด์วิช โยเกิร์ต นม น้ำหวาน ไอศกรีม ให้หยิบมากิน ทั้งหมดนี้ ฟรีไม่เสียตังค์

คีโมที่ให้หนึ่งชั่วโมงครึ่งแรกจะเป็นยาล้างลำไส้ สองชั่วโมงต่อมาเป็นยาคีโม พอให้หมดแล้ว พยาบาลจะนำคีโมที่อยู่ใน Pump มาต่อเข้า Port แขวนห้อยคอ ตั้งโปรแกรมไว้ให้น้ำยาคีโมหยดเข้าร่างกายทุก 5 นาที มีเสียงดังพรึดตอนหยด นาน 48 ชั่วโมง พอครบกำหนดเครื่องจะร้องส่งสัญญาณสิ้นสุดการให้คีโม

ตอนใส่ปั๊มให้มา พยาบาลจะออกใบนัดบอกวัน เวลา ให้มาถอดปั๊มออก ซึ่งจะตรงกับกำหนดการสิ้นสุดการให้คีโมรอบนั้นๆ

พยาบาลจะถอดปั๊มออก ถอดแบตเตอรี่ออกให้มาพร้อมแบตเตอรี่สำรองที่ยังไม่ได้ใช้ ฉีดน้ำยาล้างทำความสะอาดรู Port เพื่อรองรับการให้คีโมครั้งต่อไปในอีกสองอาทิตย์ข้างหน้า

การให้คีโมแต่ละครั้งใช้เวลา 3 ชั่วโมงครึ่งที่โรงพยาบาล กับอีก 48 ชั่วโมงที่บ้าน รวมทั้งหมด 51 ชั่วโมงครึ่ง เทคโนโลยีนี้ไม่ทรมานเหมือนการให้คีโมรวดเดียว 7 ชั่วโมงต่อเนื่องผ่านเส้นเลือดแขนสองข้างจนแขนไหม้ไปหมด

การให้คีโมทุกครั้ง ผมขับรถไปให้คีโมไป-กลับด้วยตัวเอง ขากลับมี Pump คีโมห้อยแขวนคอเหมือนกล้องถ่ายรูป ขับรถไปไหนมาไหนก็ห้อยกล่อง Pump แขวนคอไปด้วย

เมื่อมีกล่อง Pump คีโมห้อยแขวนคอ จึงอาบน้ำไม่สะดวก ต้องเช็ดตัวอย่างเดียว

ระหว่างให้คีโมจะกินอาหารอะไรก็ได้ ไปไหนมาไหนได้ทุกแห่ง หมอ Rovito ไม่มีข้อห้ามอะไร

มีอยู่ครั้งหนึ่งหลังการให้คีโม ผมคิดว่าจะบิน 5 ชั่วโมงไปทำธุระที่แคลิฟอร์เนีย หมอ Rovito บอกว่าไปได้เลย ไม่ต้องกังวลอะไร

 

ไปให้คีโมแต่ละครั้งจะได้เพื่อนใหม่ที่มาให้คีโม ทุกคนพูดจากันด้วยไมตรีจิต มิตรภาพ ยิ้มแย้ม ไม่มีใครหน้าตาเศร้าหม่นหมอง

โดยเฉพาะความประทับใจของผมในทุกวันอังคารที่ให้คีโม คือการได้พบปะกับอาสาสมัคร 2 คนที่มาให้บริการคนไข้คีโม คือ

แขกอินเดียผู้ชายชื่อ Visanu อคีตวิศวกรเกษียณวัย 75 ปี ที่อาสาสมัครมาให้บริการในห้องคีโมทุกวันอังคาร งานของเขาคือเอาผ้าคลุมมาให้คนไข้ หยิบหนังสือพิมพ์มาให้อ่าน หยิบเครื่องดื่ม ของว่างมาให้กิน ประคองพาไปเข้าห้องน้ำพร้อมไม้แขวนห้อยคีโม พอคนไข้กลับไปก็จะเก็บผ้าห่ม เช็ดปัดกวาดเก้าอี้เพื่อรองรับคนไข้คนต่อไป

อาสาสมัครอีกคนคือสาวน้อย Victoria นักเรียนไฮสกูลปีสุดท้าย เธอให้บริการคนไข้เช่นเดียวกับ Visanu

หลักสูตรในอเมริกา เด็กที่จะจบไฮสกูลจะต้องมีรายงานการทำงานอาสาสมัครอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นการขัดเกลาจิตใจเยาวชนของชาติให้มีจิตอาสารับใช้สังคม เป็นคนดีของสังคมในวันข้างหน้า

ขอชื่นชม Visanu และ Victoria

และในทุกวันอังคารจะมีผู้หญิง 2 คน จูงหมา Service dogs 2 ตัวมาเดินเยี่ยมคนไข้คีโมทุกเก้าอี้ ช่วงคริสต์มาสหมาสองตัวนี้จะแต่งที่คาดผมเป็นหูกวาง สวยงาม เผื่อว่าจะมีใครเรียกใช้บริการ Service dogs บ้าง

ทุกครั้งที่ไปให้คีโมตามวันนัดก็จะมีวิธีการเหมือนเดิม คือพยาบาลดูดเลือดจาก Port ส่งไปตรวจที่ห้องแล็บ วัดส่วนสูง ชั่งน้ำหนัก วัดความดัน แล้วพบหมอ Rovito ที่ทุกครั้งเมื่อดูผลตรวจเลือดแล้วจะบอกว่า Beautiful

ทำให้ผมมีกำลังใจตลอดมา

ผมโชคดีที่มีผลข้างเคียงจากการให้คีโมน้อยมาก หรือแทบไม่มีเลย เพียงแต่มีอาการชาที่ปลายนิ้วมือและนิ้วเท้าเพียงอย่างเดียว หมอ Rovito ไม่ให้ยาอะไร บอกว่า อาการนี้จะมีอยู่เป็นปี แล้วจะหายไปเอง

ผมมือเท้าชาอยู่ตลอดตั้งแต่กลางปี 2017 ต่อเนื่องทั้งปี 2018 แต่ค่อยๆ ลดอาการชาลงเรื่อยๆ จนหายขาดเมื่อกลางปี 2019

 

ผมให้คีโมครั้งสุดท้ายในช่วงคริสต์มาสของปี 2017

วันที่ถอด Pump ออกครั้งสุดท้ายคือวันหลังคริสต์มาส 2017 พยาบาลทั้งห้องมายืนล้อมรอบผมแล้วร้องเพลง Auld Lang Syne ที่ใส่เนื้อร้องตอนท้ายว่า Farewell My Chemo

แล้วมอบเหรียญทองจารึกผ่านการให้คีโมคล้องคอ พร้อมประกาศนียบัตรการให้คีโม

ปลื้มจนน้ำตาคลอ

 

ผมฉลองปีใหม่ 2018 ด้วยการเข้าผ่าตัดอีกครั้งกับหมอ Abboud ในสัปดาห์แรกของปีเพื่อผ่าตัดเอา Port ออกจากใต้ไหปลาร้า

ผ่าตัดครึ่งชั่วโมง แต่หลับไป 3 ชั่วโมงอีกครั้ง

ปี 2018 ผม Follow up กับหมอ Rovito 4 ครั้ง ทุก 3 เดือน 3 ครั้งแรกเจาะเลือดตรวจแล้วทำ TC Scan เอ็กซเรย์ดูช่องท้อง ทุกครั้งหมอ Rovito บอกว่า Beautiful

พอถึงครั้งที่ 4 หมอ Rovito งดการทำ TC Scan ให้ตรวจเลือดเพียงอย่างเดียว

ปี 2019 Follow up เหลือ 2 ครั้ง ครั้งแรกเดือนมีนาคม เจาะเลือดตรวจอย่างเดียว ครั้งที่สองเดือนตุลาคม เจาะเลือดตรวจและทำ TC Scan

หมอ Rovito บอกผลว่า Beautiful เหมือนทุกครั้ง

ผมภาวนาให้รอดผ่านพ้น 5 ปีหลังการให้คีโม เป็นหนึ่งใน 78.5%

เพื่อจะได้เขียนเรื่องเล่าสู่กันได้อีกนานๆ

บทความก่อนหน้านี้ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ : พระบรมเกศาธาตุ เป็นสัญลักษณ์ของศูนย์กลางจักรวาล?
บทความถัดไปเตือน 8 พื้นที่กทม. ค่าฝุ่นพิษ PM2.5 ยังเกินมาตรฐาน แนะลดทำกิจกรรมกลางแจ้ง