วอชเชอร์ : “ชังชาติ” วาทกรรมใหม่ แต่ขายไม่ออก?

ในห้วงความขัดแย้งทางการเมืองไทยที่กินเวลาหลายทศวรรษ ต้องมีถ้อยคำในการสร้างศัตรูทางการเมืองให้ดูน่ากลัว โหดร้าย แต่หากสังเกตดีๆ บ่อยครั้ง มักเริ่มจากผู้มีอำนาจที่ชอบธรรมในการสร้างถ้อยคำและส่งต่อ แพร่กระจายไปในความคิดของคนธรรมดา

คลาสสิกหน่อยก็ “ผีคอมมิวนิสต์” “พวกไม่จงรักภักดี” ร่วมสมัยหน่อยก็เช่น “เผาบ้านเผาเมือง” “ล้มเจ้า” จนมาตอนนี้ที่เห็นคือคำว่า “ชังชาติ”

ไม่รู้ว่าอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการรังสรรค์คำนี้ขึ้นมา แต่ “ชังชาติ” ก็สามารถสามารถไต่ขึ้นมาให้คนใช้คำนี้บ่อย ส่วนมากเป็นบุคคลตั้งแต่นักการเมืองจนถึงบุคคลธรรมดาที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยม

และใช้โจมตีใครก็ตามที่คิดไม่เหมือนพวกเขาเอง แต่ก็ดูเหมือนไม่ได้ผลรวดเร็วเหมือนสมัยก่อนแล้ว

 

ในห้วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา การสร้างภาพบางพรรคให้ดูน่ากลัวเป็นตัวอันตราย พยายามบอกสังคมว่าคนกลุ่มนั้นกำลังทำลายรากฐานความเชื่อของสังคมไทยที่มีมายาวนาน

แต่ด้วยสภาพสังคมเปิดกว้างกว่าแต่ก่อน การถกเถียงทางความคิดมีมากกว่าห้วงการเมืองเหลือง-แดง การปลุกคนให้คิดเหมือนก่อนด้วยการสร้างความเกลียดชังกับอีกฝ่าย กลับได้แต่ดังในที่ของตัวเองหรือแม้แต่หัวของตัวเอง ยากหรือแทบไม่สามารถเข้าไปในหัวคนอื่น

โดยเฉพาะคนที่เปิดรับสิ่งใหม่ๆเข้ามาและ “คิดเป็น” แม้แต่คำว่า “ชาติ” เอาเข้าจริงความหมายของคำนี้คืออะไร หรือ “ชาติ” เป็นของใครกันแน่ ก็ยังไม่สามารถตอบได้ชัด

“ชังชาติ” แม้ดูใหม่สำหรับคำ แต่ไม่ทรงพลังที่จะแบ่งแยกคนออกจากกันได้

 

ยิ่งการใช้ถ้อยคำนี้ โดยนักการเมืองที่พ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง แต่กลับส่งเสียงด้วยคำนี้ใส่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง หรือคนมีชื่อเสียงจนถึงคนธรรมดาที่พยายามทำลายคนที่คิดไม่เหมือนตัวเองและใช้คำๆนี้แต่โดนสวนกลับจนไปไม่เป็น

ทำให้ “ชังชาติ” กลายเป็นสิ่งเดียวสำหรับคนพ่ายแพ้ทางการเมือง ที่จะใช้เพื่อกลับมามีความสำคัญ

ทว่า การใช้วิธีนี้เพื่อสร้างปีศาจทางการเมืองในยุคที่คนต้องการสิ่งที่แตกต่าง และหมายมั่นอนาคตที่ดีขึ้น

อยากสร้าง “ชาติ” ที่พวกเขารักและก้าวต่อไปได้ ไม่ได้เกลียดชังชาติตัวเอง แต่รังเกียจผู้ที่ข่มเหง เอาเปรียบคนอื่น ใช้อำนาจไม่เป็นธรรม แต่คนเหล่านี้กลับส่งเสียง “ชังชาติ” ใส่คนอื่นที่กดหัวไม่ได้

คำๆนี้ ยิ่งใช้เท่าไหร่ ยิ่งเหมือนคนขี้แพ้ ที่ค่อยๆหมดหนทางในอนาคตไปแล้ว

 

 

บทความก่อนหน้านี้ต่างประเทศ : สำมะโนประชากรอินเดีย หรือจุดเริ่มต้นวิกฤตคนไร้รัฐ?
บทความถัดไปE-DUANG : ​จาก หม่อมเสนีย์ ประชาธิปัตย์ ถึงผู้กองมนัส “คนเลี้ยงลิง”