เชิงบันไดทำเนียบ : กระตุกหนวดพยัคฆ์ ! ‘บิ๊กตู่’ กรำศึกบึ้มกรุง – ไร้ ‘ม.44’ เรียบวุธ ‘ทหาร-ตร.’

เหตุการณ์ระเบิดและการพบวัตถุต้องสงสัยในหลายจุดของกรุงเทพฯ หลายพื้นที่ถือเป็นพื้นที่สัญลักษณ์ โดยเฉพาะหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เมื่อ 1ส.ค. ก่อน ‘บิ๊กตู่’พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม จะมาตรวจเยี่ยมครั้งแรกและนำประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เรียกได้การมาก่อเหตุหน้า สตช. ถือว่า ‘ล้วงคองูเห่า’ ต่อมา 2ส.ค. สถานที่ 2 จุดที่ถูกลอบวางระเบิด ได้แก่ หน้าสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (ศรีสมาน) จ.นนทบุรี และบริเวณคูน้ำใกล้กับ บก.กองทัพไทย ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ ทำให้สะเทือนไปถึง ‘บิ๊กตู่’ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกครั้ง เพราะเป็นพื้นที่หน่วยทหาร ในฐานะ รมว.กลาโหม
.
ปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากมีการแบ่งงาน รองนายกฯ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นเป็น รมว.กลาโหม คุมกองทัพแล้ว ยังคุมตำรวจอีกด้วย ในฐานะ ประธาน ก.ตร. ที่ นายกฯ เป็นโดยตำแหน่ง แต่เมื่อครั้งยุค 5 ปี คสช.นั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้มอบ พล.อ.ประวิตร นั่งกำกับแทนมาตลอด แม้ พล.อ.ประวิตร เปิดเผยสั้นๆว่า “ยังช่วยดูตำรวจอยู่” อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จะไปคุมกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ด้วย แต่ไม่ถึงขั้นนำมาขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อปฏิรูปทั้งด้านกระบวนการยุติธรรมและตำรวจไปพร้อมๆกัน เพื่อให้การปฏิรูปเกิดผลรูปธรรม
.
เท่ากับว่าในเวลานี้ พล.อ.ประยุทธ์ รวบอำนาจฝ่ายความมั่นคงมาไว้ในมือทั้งหมด ในวันที่ไม่มีตำแหน่ง ‘หัวหน้าคสช.’ และไม่มีอำนาจ ม.44 แล้ว ทุกอย่างจึงต้องดำเนินการตามกฎหมายปกติเท่านั้น ซึ่งการ ‘รวบอำนาจ’ ครั้งนี้ โดยเฉพาะตำแหน่ง รมว.กลาโหม ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ถูกมองว่าจะใช้อำนาจของกองทัพมาสนับสนุนการอยู่ในอำนาจของตัวเองให้ยาวขึ้นหรือไม่ ในฐานะที่ ‘กองทัพ’ ถือเป็นปัจจัยสำคัญของการดำรงอยู่ของรัฐบาล ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ชี้แจงทั้งที่สื่อยังไม่ได้ถาม ส่วนการนั่งคุมตำรวจเองนั้นก็เพื่อลดภาระงาน พล.อ.ประวิตร ที่มีปัญหาด้านสุขภาพ แม้พล.อ.ประวิตร จะมีความตั้งใจสูงก็ตาม

“ที่หลายคนพูดจาว่าการใช้อำนาจในการที่ นายกรัฐมนตรี มาเป็น รมว.กลาโหม จะทำให้มีการใช้อำนาจต่อไป มันไม่ใช่หรอกครับ มันมีกฎหมายของมันอยู่แล้ว อำนาจหน้าที่มีอยู่แล้ว มีขั้นตอนอยู่แล้ว” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
.
แน่นอนว่าในการมานั่งคุมตำรวจและทหารของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็จะต้องจัดทำโผทหาร-ตร.ชั้นนายพล ซึ่ง นายกฯ ได้ให้นโยบายไปแล้วหลังเข้ากระทรวงกลาโหมครั้งแรก โดยให้ผู้นำหน่วยทำการเสนอชื่อขึ้นมาและรับผิดชอบ เพราะตนให้สิทธิ์กับผู้นำหน่วย ตนจะทำหน้าที่เพียงการตรวจทานดูความเหมาะสมและขีดความสามารถ ซึ่งแม่ทัพภาคต้องรับผิดชอบเพราะดูกองทัพ ผู้บัญชาการภาคก็ต้องรับผิดชอบในส่วนของตำรวจ ไม่ใช่โยนความรับผิดชอบมาให้ตนเท่านั้น
.
ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ สามารถคุมกองทัพได้เบ็ดเสร็จ ส่วนตำรวจก็อยู่ภายใต้ พล.อ.ประวิตร การขึ้นมาคุมตำรวจเองของ พล.อ.ประยุทธ์ หลังประกาศออกสื่อได้ไม่กี่วัน ก็เกิดการก่อเหตุหน้า สตช. ก่อนนายกฯมานำประชุมเพียง 1 วัน จึงทำให้สื่อถามนายกฯว่ามี ตร. ไม่ยอมรับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่มาคุม ตร. หรือไม่
.
โดยก่อนตอบคำถาม พล.อ.ประยุทธ์ หัวเราะในลำคอ พร้อมหันไปถาม ‘บิ๊กแป๊ะ’พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ว่า “ตำรวจไม่ยอมรับหรือ ?” โดย ‘บิ๊กแป๊ะ’ ตอบกลับว่า “ยอมครับ”

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ชี้แจงว่า “ไม่เกี่ยวหรอก อย่ามองอย่างนั้น ผมบอกแล้วว่า ที่มาเพราะมาดูแลเขา และดูแลประชาชนผ่านเขา ฉะนั้นตำรวจจะไม่พอใจอะไรผม ผมคิดว่าไม่มี อยู่ด้วยกันมาตั้งหลายสิบปีมาแล้ว เป็นพี่เป็นน้องกันมา ตั้งแต่เป็น ผบ.ทบ.ก็มี รู้จักกันมานาน ทุกคนจำหน้ารู้จักกันหมด เราต้องไว้ใจซึ่งกันและกัน แต่เรื่องนั้นก็วิเคราะห์ได้ ถ้าจะวิเคราะห์กันก็หลายเรื่อง”
.
อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และ ‘บิ๊กแดง’พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. กล่าวตรงกันคือเรื่องของกลุ่มก่อเหตุเดิมๆในอดีตที่กลับมาก่อเหตุอีกครั้ง ซึ่ง นายกฯ ได้ย้ำถึงเหตุการณ์ช่วง 5 ปีที่ผ่านมาว่าการก่อเหตุลดลงจนเกือบไม่มีเกิดขึ้นเลย แม้จะพยายามย้ำว่ายังไม่ตัดประเด็นใดทิ้งก็ตาม
.
“เคยมีตัวอย่างแบบนี้เกิดขึ้นหรือเปล่า ก็ต้องไปสอบทบทวนว่า เกี่ยวข้องอะไรกับใครบ้างในอดีตที่ผ่านมา ทราบว่ามีหลายอย่างที่เชื่อมโยงกับกลุ่มเก่าๆบ้าง แต่วันนี้ยังไม่ได้ตัดประเด็นอะไรออกไปทั้งสิ้น” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
.
“ตั้งข้อสังเกตว่า ลักษณะเหตุการณ์รูปแบบการก่อเหตุคล้ายกับเหตุการณ์ในปี 2549 ที่เป็นกลุ่มคนเดิมๆ มีแนวคิดเดิมๆ และมาจากสำนักเดิมๆ เคยระเบิดป้อมตำรวจหลายจุด สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือจะมีฝ่ายการเมืองหรือพวกที่ไม่หวังดีกับประเทศมาใส่ความว่าฝ่ายความมั่นคงทำเรื่องแบบนี้ทำเอง เพราะเรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ทั้งที่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นมาจากกลุ่มเดิมๆ ความคิดเดิมๆ มีคนสั่งการคนเดิม แต่คนลงมืออาจเป็นคนหน้าใหม่ นี่คือสิ่งบอกเหตุทางการเมือง เกิดจากกลุ่มที่มีความคิดแบบนี้ และสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ถือเป็นสิ่งบอกเหตุว่าอาจจะมีครั้งต่อไปเกิดขึ้นอีก” พล.อ.อภิรัชต์ กล่าว
.
เมื่อย้อนถึงคำพูด พล.อ.อภิรัชต์ สื่อได้นำถาม พล.อ.ประยุทธ์ ว่า 5 ปีที่ผ่านมา ทำไมกวาดล้างคนกลุ่มนี้ไม่ได้ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า บางคนก็หนีไป สอบแล้วก็พบความเชื่อมโยงกันอยู่บ้าง หลายๆกลุ่มถูกติดคุกไปแล้วก็มี

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหน้าหน่วยทหารถือเป็นการท้าทาย พล.อ.ประยุทธ์ เพราะขึ้นมาเป็น รมว.กลาโหม หรือไม่นั้น พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า “อย่าเรียกว่าท้าทาย คนที่จะทำก็จ้องหาช่องโหว่อยู่แล้ว แต่มันเป็นสิ่งบอกเหตุว่าต่อไปอาจจะมีการเอาเรื่องแบบนี้มาใช้หวังผลทางการเมืองขึ้น”
.
ในสถานการณ์เช่นนี้ถือว่ากดดัน พล.อ.ประยุทธ์ ไม่น้อยที่จะต้องหาความจริงมาแสดงต่อสังคม เพราะคุมทั้งทหารและตำรวจ เรียกได้ว่า “กระตุกหนวดพยัคฆ์” ทั้ง ‘2ป.บูรพาพยัคฆ์’ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ที่ยังคุมสำนักข่าวกรองแห่งชาติและสภาความมั่นคงแห่งชาติด้วย
.
ในเรื่องความสงบถือเป็นหัวใจหนึ่งของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีมาตั้งแต่ยุค คสช. มาถึงยุคพรรคพลังประชารัฐที่หาเสียงไว้ว่า “เลือกความสงบจบที่ลุงตู่”

บทความก่อนหน้านี้จดหมาย/ฉบับประจำวันที่ 2-8 สิงหาคม 2562
บทความถัดไปแอพพ์ AI จีน ช่วยระบุตัวตนสุนัข ตามหา-เอาผิดเจ้าของไร้สำนึก/รายงานพิเศษ /โชคชัย บุณยะกลัมพ/