ต่อต้านอย่างสุนทรีย์ กับ “Headache Stencil” : เล่าการเมืองแบบไม่เผยตัวตน ของศิลปินสายสตรีต

ภาพนาฬิกาที่ลวดลายคล้ายใบหน้าของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหม ที่ปรากฏบนสะพานลอยย่านสุขุมวิทเมื่อกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว คือผลงานแรกที่แจ้งเกิดให้กับศิลปินแนวสตรีตที่รู้จักกันในวงการว่า “Headache Stencil”

หลังจากนั้น ชื่อของศิลปินผู้ไม่เผยใบหน้าคนนี้ก็เป็นที่รู้จักและมีคนติดตามมากขึ้น ทุกครั้งที่มีผลงานหรือศิลปะทั้งกราฟฟิตี้ และสเตนซิล (เทคนิคการสร้างภาพหรือลวดลายด้วยการใช้สีลงบนพื้นผิวเหนือวัตถุกลางที่มีช่องว่างที่ออกแบบไว้ซึ่งสร้างลวดลายหรือภาพ ซึ่งช่องว่างจะเกิดเป็นภาพและลวดลายขึ้น) ออกมาให้ชม ก็มักมีความพยายามจากผู้มีอำนาจทั้งการลบภาพ หรือแม้แต่ตามตัวศิลปินปริศนาคนนี้

จนผ่านมาเป็นเวลาปีกว่า นอกจากงานแนวกราฟฟิตี้ที่วิจารณ์รัฐบาลแล้ว Headache Stencil ยังผลิตงานแนวอื่น และเปิดงานแสดงของตัวเองให้สาธารณชนเข้าชมทั้งที่ไทยและต่างประเทศ

ล่าสุดงานแสดงศิลปะภายใต้ชื่องาน “Uncensored” บริเวณย่านคลองสาน แม้จะมีอุปสรรคในการเปลี่ยนสถานที่ด้วยเหตุบางอย่างที่คาดเดาได้ แต่งานศิลปะการเมืองเชิงต่อต้าน ก็ได้ตั้งตระหง่านให้ผู้คนได้เห็น

ชวนขบคิดและตั้งคำถามกับสิ่งผิดปกติที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมการเมืองไทย

 

Headache Stencil ปรากฏตัวตามแบบฉบับด้วยการใช้ผ้าพันคอปกปิดใบหน้าซึ่งสะท้อนตัวตนที่ไม่เปิดเผย เล่าถึงเส้นทางงานศิลปะเชิงการเมืองนับตั้งแต่ภาพนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร จนถึงตอนนี้ว่า ในแง่พัฒนาการทางศิลปะ

ผมรู้สึกว่าทำงานได้เร็ว คล่องขึ้น แก้ข้อผิดพลาดมากขึ้น แต่ด้านอารมณ์และความรู้สึก ผมห่อเหี่ยวไปมาก เพราะประเทศชาติมาถึงจุดที่น่าขยะแขยงได้ยังไงไม่รู้

เรามาอยู่ในสภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะว่ามีอะไรหลายอย่างที่เน่ายิ่งกว่าละครน้ำเน่า แต่คนอื่นกลับมองว่าเป็นสิ่งที่ดี ไม่เลวร้ายอะไร

เราอยู่ในสังคมประชาธิปไตย ถ้ามีคนคิดอีกมุมขนาดนั้น เราก็ต้องยอมรับ ซึ่งเป็นการยอมรับ ไม่อยากรับ ทำไมถึงต้องยอมรับให้คนเห็นด้วยกับเผด็จการ คนโดนโฆษณาชวนเชื่อ แต่เราก็ทำอะไรไม่ได้ก็ต้องยอมรับ นั้นทำให้มีส่วนในการจัดงานนี้

ผมมีความรู้สึกว่าเราควรจะอยู่เฉยอย่างนี้ต่อไปอีกเหรอ? แต่ว่าก็ไม่ใช่ยุคที่เราจะมาปลุกคนลงถนน ประท้วงด้วยความรุนแรง ถ้าโลกเปลี่ยน เราก็ควรเรียกร้องด้วยวิธีที่ไม่ทำให้บาดเจ็บล้มตาย

งานแสดง Uncensored ปรากฏตัวด้วยงานอาร์ตหลายรูปแบบ และคอนเสิร์ตแร็พจากศิลปินนำโดย Rap Against Dictatorship ผลงานครั้งนี้ของ Headache Stencil มาในรูปแบบกล่องไม้ขนาดใหญ่ แต่ภายในนั้นกลับเต็มไปด้วยใบหน้ามากมายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้นำการรัฐประหารที่กลายเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยเสียงจาก ส.ส.พรรคร่วมและ ส.ว. 250 และภาพใส่กรอบของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่คลุมโม่งและมีตัวเลข 500 ประทับอยู่

โดย Headache Stencil เล่าไอเดียของงานนี้ว่า ชื่องานชิ้นนี้ว่า The Pastbox จริงๆ ก็คือ Postbox แต่ผมขีดฆ่าตัว “o” แล้วใส่ “a” แทน

ผมอยากส่งพัสดุใบนี้กลับไปอยู่ที่อดีต อะไรที่ผมอยากส่งกลับไปอดีตมากที่สุด ผมเลยทำออกมา ส่วนใบหน้าคลุมโม่ง ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่อยากส่ง เพราะเปรียบได้กับมหาโจรของยุคเลย

และข้อความ “เราจะทำตามสัญญา” ผมก็ทำตามสัญญา ไม่หยุดป่วนประสาทมาปีครึ่งแล้ว

 

การปั่นประสาทผ่านงานศิลปะของเขา ได้สร้างความไม่พอใจให้ผู้มีอำนาจ เข้าทำลายผลงานและคุกคามศิลปินหลายครั้ง จนเกิดคำถามว่าท้อหรือไม่กับการถูกคุกคาม Headache Stencil ตอบเรื่องนี้ว่า เป็นคำถามที่เจอมาตลอด ผมก็บอกหลายครั้งกับหลายคน ผมอาจเสพติดอะดรีนาลีน ผมไม่เคยรู้สึกท้อ แต่กลับสนุกด้วยซ้ำ

ลองคิดดูว่าจะมีซักกี่คนที่ได้ใช้ชีวิตแบบผมที่ยิ่งกว่าหนัง โดนไล่ล่ายังกับฆ่าผู้นำมา ถ้าคุณหาความสนุก คุณก็จะสนุก แม้จะตื่นเต้นไปหน่อยก็เถอะ

งานอาร์ตและลักษณะการทำงานของ Headache Stencil มีการเปรียบเทียบว่าคล้ายกับ Banksy ฉายาของศิลปินแนวสตรีตชาวอังกฤษที่สร้างผลงานตามท้องถนนไว้มากมาย แต่ Headache Stencil มองการเปรียบเทียบนี้ว่า ตอนที่ผมเรียนมหาวิทยาลัย ยังไม่ใช่ยุคที่มีอินเตอร์เน็ต งาน Stencil แล้วดังสุดก็คงเป็น Banksy แต่เขาไม่ได้มีอิทธิพลต่องานของผมขนาดนั้น เพราะก่อนหน้าจะมี Banksy งานศิลปะแบบ Stencil ก็มีมานานแล้ว แต่ว่า Banksy ดังสุด

ผมจึงเฉยมากเวลามีคนมาบอกว่าผมเป็น “Banksy เมืองไทย” ซึ่งผมมองว่า ถ้าเราทำเรื่อยๆ คนจะจำชื่อเราได้ ต่อให้มีคนบอกว่าเราเป็น Banksy เมืองไทยหรือลอกผลงาน Banksy มา แล้วไง ถ้าผมไม่ได้ลอก ผมต้องสนใจด้วยเหรอ

ดังนั้น Banksy คือคนที่เก่งทำ Stencil แล้วดังที่สุดในอนาคต และจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนหันมาทำงานศิลปะแนว Stencil

 

ศิลปะเชิงการเมืองโดยเฉพาะข้อความตามกำแพง ทั้งงาน Stencil จนถึงการพ่นสีข้อความในการชุมนุมอย่างล่าสุดที่ฮ่องกงนั้น Headache Stencil มองว่า งานศิลปะหรือเพนต์นั้นเหมือนการเขียนคำ แต่สวยงาม มีคลาสกว่า อย่างน้อยคนจะต้องใช้อารมณ์ร่วมในการดูหรือแปลเพื่อสื่อสารว่าอะไร คือต่อให้จะเป็น Stencil หรืออะไร ก็ได้อยู่ดี จริงๆ อยู่ที่เนื้อหามากกว่าวิธีการ

อีกทั้งงาน Stencil ก็สามารถเป็นเรื่องไม่เกี่ยวกับการเมืองได้ เพราะต้องการทำให้ดูว่า Stencil ไม่ได้เป็นศิลปะที่อยู่กับการโฆษณาชวนเชื่อหรืออยู่กับเรื่องราวแบบนั้น การทำวอลล์เปเปอร์ด้วยวิธี Stencil ก็มี จริงๆ แล้ว ศิลปะรับใช้สังคมมากกว่า โดยไม่ต้องระบุว่าเป็น Stencil

เพราะว่าหน้าที่ของศิลปะไม่น่าจะทำแค่ให้คนดูมีความสุข แต่ศิลปะได้แอบรับใช้สังคมด้วย อาจมองว่าศิลปินทำสวยดี แต่จริงๆ เขาอาจซ่อนข้อความอะไรไว้ด้วยก็ได้

 

ความ “แอบ” ของศิลปะเพื่อรับใช้สังคมก็กลายเป็นลักษณะเฉพาะของศิลปินสายสตรีตที่ต้องไม่เปิดเผยตัวตนและทำงานแบบซ่อนเร้น Headache Stencil อธิบายตรงนี้ว่า เรื่องปกปิดใบหน้าก็คงปกปิดต่อไป แม้ต่อให้เป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้ง เพราะสำหรับศิลปินสายสตรีตเมืองนอกก็ปกปิดใบหน้าอยู่แล้ว

ส่วนที่ผมปิดก็ไม่ได้เพราะว่ากลัวรัฐบาล ถ้ากลัวจริง คงไม่ทำอะไรพิเรนทร์ขนาดนี้ แต่เป็นวิถีของสตรีตอาร์ติสต์มากกว่า ให้ผลงานศิลปะบอกตัวตนเรา

สมมุติถ้าเป็นณเดชน์มาทำงานศิลปะ กับณเดชน์ใส่หมวกกันน็อก ไม่มีใครรู้ว่าเป็นณเดชน์แล้วพ่นงานศิลปะ คุณคิดว่ามีผลกระทบไหม แต่ผมไม่ใช่ณเดชน์ และผมไม่หล่อด้วย

ถ้าผมหล่อจริง ผมคงเปิดหน้าไปแล้ว

บทความก่อนหน้านี้เลขาฯเพื่อไทยจับตา รบ.จะแก้รัฐธรรมนูญจริงหรือไม่? ประเด็นใดบ้าง
บทความถัดไปอุรุดา โควินท์ / อาหารไม่เคยโดดเดี่ยว : กลางสายฝน