บริสุทธิ์ ประสพทรัพย์ : ใบไม้ร่วงหล่น สู่ 2 อนุสรณ์สถานสงคราม ที่เวียดนาม-วอชิงตัน ดี.ซี.

สงครามเวียดนามเป็นไฟสุมขอนตั้งแต่ปี 2498 ขณะลาว กัมพูชา เวียดนาม ถูกจักรวรรดินิยมฝรั่งเศสคุกคาม ทั้งที่ฝรั่งเศสเกิดพ่ายแพ้ในสมรภูมิเดียนเบียนฟู ถูกทอนบทบาทให้เสื่อมลง

ทว่า…ทั้ง 3 ประเทศอินโดจีนก็หาได้สงบลงไม่ อันเนื่องมาจากสหรัฐอเมริกาจัดส่งทหารมารบแทนพันธมิตรฝรั่งเศส

ปี 2502 สงครามเวียดนามถึงระเบิดก้องไปถึงเพื่อนบ้าน ประเทศทั้ง 3 จึงต้องลุกขึ้นมาจับอาวุธต่อสู้กับมหาอำนาจจอมเกเรอย่างอเมริกา และพันธมิตรผู้ร่วมสนับสนุนการรบ

ขณะนั้นเวียดนามเองก็แตกเป็น 2 ฝ่าย คือเวียดนามใต้มีไซ่ง่อนเป็นเมืองหลวง ผู้นำชื่อเหงียน เกา กี ที่อเมริกาอุ้มชูเต็มกำลัง อีกฝ่ายคือเวียดนามเหนือ มีฮานอยเป็นเมืองหลวง โดย “ลุงโฮ” หรือโฮจิมินห์คือแกนนำปลุกประชาชนชวนกู้ชาติ หวังรวมเวียดนามเป็นแผ่นดินเดียวกัน

ได้จีนกับรัสเซียช่วยเหลือด้านอาวุธและการเงิน…

 

ลุงโฮนั้นมีประวัติว่าเคยมาเก็บตัววางแผนกู้ชาติอยู่บ้านนาจอก อ.เมืองนครพนม และ จ.อุดรธานี อยู่นาน 7 ปี อีกทั้งยังเคยร่วมงานพรรคคอมมิวนิสต์จีนพักหนึ่ง ถึงได้นำเอาวิธีการรบแบบกองโจรคอมมิวนิสต์มาใช้ในเวียดนามเหนือ ภายใต้กองกำลังเวียดมินห์หรือเวียดกงยึดการรบแบบหลบซ่อน

ด้วยรู้ดีว่าเสียเปรียบอเมริกาทั้งกำลังพลและอาวุธ จึงต้องใช้จรยุทธ์ “เอ็งมาข้ามุด เอ็งหยุดข้าแหย่ เอ็งแย่ข้าทำลาย” แล้วเจาะอุโมงค์ใต้ดินให้ชั้นที่ 1 เป็นทางลอดรับสรีระคนเอเชีย

ชั้น 2 เป็นฐานบัญชาการ ห้องประชุม และห้องพักผ่อน ชั้น 3 เป็นห้องครัวและโรงเลี้ยงอาหารกองกำลัง อุโมงค์นี้ชื่อ “กู๋ฉี (Cuci)” เจาะทะลุเชื่อมกันเป็นช่วงๆ จากฮานอยถึงไซ่ง่อน เพื่อใช้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ไปโจมตีเวียดนามใต้

เป็นการยากที่ทหารอเมริกันจะรู้ความเคลื่อนไหวในอุโมงค์ดังกล่าว เพราะร่องระบายอากาศ ท่อระบายความร้อนกระทั่งควันจากห้องครัวได้ถูกพรางไว้อย่างแนบเนียน

ถึงจะรับรู้ได้ก็ยากจะใช้ระเบิดทำลาย เนื่องด้วยชั้นต่างๆ มีเพดานดินป้องกันอยู่ ทหารอเมริกันรายใดกล้ามุดลงไปเล่นงาน เวียดกงก็พร้อมปฏิบัติการอุดหัวท้ายปิดประตูตีแมวทันที!

สงครามครั้งนั้นแบ่งกองกำลังเป็น 2 ฝ่าย คืออเมริการ่วมกับเวียดนามใต้ รบเวียดนามเหนือคือเวียดกง โดยไทยยอมเปิดพื้นที่ให้พญาอินทรีเข้ามาตั้งฐานทัพ จัดส่งทหารและเครื่องบินไปทิ้งระเบิดทำลายเป้าหมายอินโดจีนแต่ละวัน เช่น ที่อู่ตะเภา นครราชสีมา อุดรธานี นครพนม

สงครามหฤโหดยุติลงเมื่อเมษายน 2518 โดยเวียดกงค่ายคอมมิวนิสต์สามารถยึดไซ่ง่อนได้สำเร็จ ทำเอาเหงียน เกา กี ต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปซบฝรั่งเศสจนตายที่นั่นในเวลาต่อมา

ส่วนกองทัพอเมริกันต้องพกเอาความพ่ายแพ้กลับไปอย่างยับเยิน!

 

สงครามที่ยาวนานถึง 19 ปี 5 เดือน ทำลายล้างบ้านเมืองไปมากน้อยแค่ไหนคงไม่ต้องประเมิน แต่ชีวิตชาวเวียดนามที่ร่วงหล่นราวใบไม้ร่วงนั้นมันมากเกิน 3 ล้านคนเป็นอย่างน้อย

กำลังพลอเมริกันก็เช่นกันที่ต้องสังเวยชีวิตและสูญหายไปจำนวน 58,220 คน ไม่รวมลาว 300,000 คน กัมพูชาอีก 200,000 คน…มันช่างเป็นบทเรียนที่แพงเกินคณานับ!

ไทยซึ่งไม่ใช่คู่สงคราม…แต่เป็นผู้เปิดพื้นที่ให้พญาอินทรีตั้งฐานทัพพลอยได้รับผลพวงตามมา อาทิ การเพิ่มประชากรลูกผสมมะกัน-ไทย นับอายุปีนี้ไม่หนีกลุ่ม GEN-X วัย 44 ขึ้นไป

สิ่งที่กองทัพอเมริกันทิ้งไว้ให้ไทยเป็นอนุสรณ์จนถึงวันนี้คือถนนมิตรภาพสายยุทธศาสตร์เชื่อมอีสานกับตะวันออกที่อู่ตะเภา ซึ่งเคยได้ชื่อว่าคือถนนดีเยี่ยมสุดในยุคนั้น

ส่วนสนามบินรับฝูงบินรบอเมริกันหลายแห่ง หลังสงครามเลิกแล้วไทยได้ใช้เป็นสนามบินพาณิชย์รับเที่ยวบินโดยสาร พัฒนาขึ้นชั้นสนามบินนานาชาติทางภาคเหนือและอีสาน

บ้านหลังเก่าของลุงโฮที่นครพนมและอุดรธานี ปัจจุบันก็ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอนุสรณ์ต้อนรับนักท่องเที่ยว รวมถึงให้ชาวเวียดนามในไทยกับชาวไทยเชื้อสายเวียดนามรำลึกถึง

 

ตํานานการสู้รบบนแผ่นดินเวียดนาม ดูเหมือนจะเป็นฉากดราม่าให้บรรดาผู้สร้างภาพยนตร์ค่ายต่างๆ นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์จอยักษ์ออกฉายทั่วโลกกว่า 10 เรื่อง พร้อมเพลงประกอบแต่ละซีรี่ส์ที่สามารถเรียกน้ำตาจากคนดูทั้งโลกได้

หนึ่งในนั้นคือเพลง The Track of My Tear ขับร้องโดยสโมกกี้ โรบินสัน แห่งวง The Miracle จากภาพยนตร์เรื่อง Platoon ที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตพลทหารรายหนึ่ง เสี่ยงตายรายวันอยู่ในป่ากลางเสียงระเบิด และหลุมพรางด้วยขวากไม้ไผ่ของเวียดกง

อีกเพลงชื่อ Hang on Sloopy ของวงวัยรุ่นยุคนั้นชื่อ The Mccoys เป็นภาพยนตร์สงครามแนวตลกคอมเมดี้ เพลงนี้ฮิตติดชาร์ตจากแฟนเพลงทั่วโลก ด้วยจังหวะชวนโยกย้ายส่ายสะโพกบนฟลอร์เต้นรำในไนต์คลับทุกแห่งทั่วไทย

Good Morning Vietnam ภาพยนตร์ค่ายฮอลลีวู้ดใช้นักแสดงสาวไทย จินตหรา สุขพัฒน์ เล่นคู่ Robin William ใช้เพลง What a wonderful world ของนักร้องผิวดำ Louis Armstrong

ระหว่างสงครามคุกรุ่น ชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยพากันต่อต้าน เรียกร้องให้รัฐบาลยุติสงครามเสียที ด้วยลูกหลานพวกเขาถูกกะเกณฑ์ให้ไปรบและจบชีวิตหรือพิการในที่สุด

ปฏิกิริยานี้ได้มีการนำเพลงกล่อมลูกพื้นเมืองไอริส ในช่วงศตวรรษที่ 17 มาร่วมรณรงค์ โดยเนื้อเพลงครวญถึงบรรยากาศสงครามปฏิวัติอเมริกา ทำนองละมุนเพื่อกล่อมลูกน้อยให้หลับ

เพลงนี้เดิมชื่อ Gone the rainbow ปี ค.ศ.1963 Peter Paul Mary นำมาขับร้องจนโด่งดังไปทั่วโลก ต่อมา James Taylor นำมาร้องใหม่ เปลี่ยนชื่อเพลงเป็น Johnny has gone for a soldier

จากนั้น Wee Gee นักร้องสายเลือดฟิลิปปินส์ ได้นำเพลงเดียวกันนี้มาร้องเพื่อระดมทุนช่วยเหลือชาวเวียดนาม ลาว กัมพูชา ที่กำลังทนระทมทุกข์อยู่กับสงครามมหาโหด

เนื้อร้องท่อนหนึ่งมีว่า “Shule, shule, shule-a-roo Shule-a-rak-shak,shule-a-ba-ba-coo” และอีกท่อนหนึ่ง “Every tear would turn a mill Johnny”s gone for a soldier”

 

ทันทีที่สงครามจบ…หลังเวียดนามรวมฝั่งเหนือกับใต้ได้เรียบร้อย ภายใต้ชื่อ “สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม” จึงสถาปนาฮานอยเป็นเมืองหลวง เปลี่ยนไซ่ง่อนเป็น “โฮจิมินห์ซิตี้” เพื่อรำลึกถึงลุงโฮซึ่งเสียชีวิตเมื่อปี 2512 ก่อนกู้ชาติสำเร็จ

สิ่งที่รัฐบาลใหม่ลงมือทำต่อมา คือใช้อาคารสถาปัตยกรรมโคโลเนียนกลางเมืองโฮจิมินห์เป็นพิพิธภัณฑ์สงครามแสดงภาพ และชิ้นส่วนเครื่องบินรบ B-52 อเมริกาที่ถูกยิงตก

นอกจากนี้ ยังนำเศษชิ้นส่วนวัสดุอุปกรณ์สงครามอเมริกันมาดัดแปลงเป็นของเล่นเด็กและเครื่องใช้ในครัวเรือน โดยรัฐบาลอ้างต้องการเตือนความจำชาวเวียดนามกับสงครามที่เกิด

ทว่า…ลึกๆ แล้วเหมือนจงใจฟ้องคนทั้งโลกให้รับรู้ถึงพิษภัยความรุนแรงที่กองทัพอเมริกันหอบมามอบให้ชาวเวียดนาม โดยไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธแม้จะวิงวอนร้องขอ!

อุโมงค์ “กู๋ฉี” ที่แสนลึกลับถูกปรับเป็นแหล่งท่องเที่ยวประวัติศาสตร์การสู้รบ รับนักท่องเที่ยวให้ทดลองลอดลงไปพิสูจน์ความจริงต่อสายตาชาวโลก ก่อนร่วมกันประณามสาปแช่ง

ฝ่ายอเมริกาผู้พ่ายแพ้เลือกพื้นที่กลางเมืองหลวงวอชิงตัน ดี.ซี. สร้างอนุสรณ์สถานทหารผ่านศึกเวียดนามเมื่อปี 2524 โดยอยู่ใกล้ทำเนียบขาว และออกแบบโดยมายา หลิน ชาวเวียดนามวัย 21 ปี ขณะศึกษาวิชาสถาปัตยกรรมอยู่ในมหาวิทยาลัยเยล รัฐคอนเนกทิคัต

ลักษณะเป็นกำแพงรูปตัว V ยาวด้านละ 250 ฟุต ปลายกำแพงด้านหนึ่งชี้ไปทางภาพปั้นลินคอล์น อีกด้านหนึ่งชี้ไปทางจอร์ช วอชิงตัน บนผนังทั้ง 2 ด้านถูกบันทึกไว้ด้วยรายชื่อทหารผู้เสียชีวิตและสูญหายไปทั้ง 58,220 ราย ให้ญาติมิตรมารำลึกถึงพร้อมกับวางดอกไม้และคำอาลัย

สงครามเวียดนามปิดฉากลงโดยไม่เหลืออะไรให้เห็น นอกจากอนุสรณ์สถาน 2 แห่งนี้ที่ต่างฝ่ายต่างโจษประจานใส่กัน…แล้วมนุษย์ยุคนี้ยังจะกระหายสงครามกันอีกหรือ!?

บทความก่อนหน้านี้‘บิ๊กป้อม’ นั่งหัวโต๊ะถกความมั่นคง คาด เตรียมแผนส่งไม้ต่อ หลัง คสช.หมดอายุ
บทความถัดไป“ภราดร” ชี้ เหตุรุมตี “จ่านิว” เย้ยกฎหมาย คนมีสีเอี่ยว ลั่น “เพื่อไทย” พร้อมแก้ไข-สะสางให้กระจ่าง