สนธิรัตน์ (ว่าที่) ผู้จัดการรัฐบาล ชิงธงเลือกตั้ง ขี่อภินิหารทางกฎหมาย-สู้ศึกแพ้ฟาล์วยุบพรรค

นับถอยหลัง Road to Election เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วัน สู่วันหย่อนบัตร 24 มีนาคม 2562 ทุกพรรคการเมืองต่างเกทับ-บลั๊ฟฟ์แหลกในเรื่องนโยบาย เปิดแผล-จุดอ่อนพรรคคู่แค้น งัดสารพัด “แท็กติก” ใต้ดิน-บนดินเพื่อ “ตัดกำลัง” คู่แข่ง

1 ในพรรคที่ถูกร้องเรื่องยุบพรรค-พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่มี “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” เป็นเลขาธิการพรรค รับรู้ถึงความร้อนแรง ในฐานะพ่อบ้านพรรค “ตั้งรับ” – “การ์ดสูง” ข้อหา “เป็นปรปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย”

“วอร์รูม” สู้เกมยุบพรรคทั้งทีมกฎหมาย-ทีมการเมือง ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายเพื่อตรวจข้อกล่าวหา-ข้อร้องเรียน และกำชับผู้บริหาร-ผู้สมัคร-สมาชิกระมัดระวังเพื่อไม่ให้ติดกับดักแง่มุมทางกฎหมายจนนำไปสู่การยุบพรรค

“เรื่องยุบพรรค กรณีพรรคอื่นก็เป็นไปตามกลไกของกฎหมาย เราเพียงมองว่าจะดำเนินการทางการเมืองอย่างไรบนสิ่งที่เกิดขึ้นและทำหน้าที่ต่อไป ไม่ได้มองว่าเป็นผลบวกหรือลบต่อพรรค และไม่ทำสิ่งที่ผิดจนนำไปสู่การยุบพรรค”

ส่วนจะมี “ตัวช่วย” ฝ่ายอภินิหารทางกฎหมายหรือไม่? “สนธิรัตน์” อดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลอำนาจเต็มตอบ “ติดตลก” ว่า อย่าถือว่ามีอภินิหารเลย เอาเป็นว่ามีความรู้ (หัวเราะ) ปรึกษากับผู้รู้ เหมือนหาหลายๆ หมอ เป็น Second Opinion Third Opinion เพื่อ Recheck ว่า ใช่หรือไม่ใช่

“ทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานของกฎหมาย ใครจะตีความก็ย่อมได้ แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับข้อกฎหมายว่าเราอยู่ในข่ายนั้นหรือไม่ ซึ่งเรามั่นใจว่าไม่ได้อยู่ในข่ายของความผิดเพื่อนำไปสู่การยุบพรรค”

ให้น้ำหนักการนำพาพรรคชนะเลือกตั้งกับการไม่ถูก “แพ้ฟาล์ว” คดียุบพรรคมากกว่ากัน? เขาตอบอย่างไม่ลังเลว่า ต้องให้น้ำหนักการชนะเลือกตั้งให้ได้ก่อน

“ยุบพรรคเป็นสิ่งที่เราไม่ได้หนักใจ เพราะเราดูข้อกล่าวหายังมองไม่เห็นประเด็นข้อกฎหมาย แต่ไม่ได้ประมาท ให้มองลึกลงไปดูว่ามีอะไรซ่อนอยู่หรือไม่ ในทางกลับกันผมมองว่าการเสนอยุบพรรคพลังประชารัฐเป็นเกมการเมืองมากกว่า”

11เดือนกับอายุพรรค “สนธิรัตน์” ผู้ได้รับภารกิจ “บีบหัวใจ” คำแรกที่พรั่งพรูที่ออกมาจากปากคือ “เหนื่อย” หลังเดินทางมาครึ่ง-ค่อนทาง พบปะประชาชน-คนการเมืองมากหน้าหลายตา และต้องค้นหาคำตอบว่า “เหนื่อยไปทำไม”

“ก็มันหน้าที่ต้องทำ คนเรามันก็ต้องมีหน้าที่ของชีวิต เราก็ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด บางอย่างเราก็ไม่ได้กำหนดอยู่แล้ว ถ้าถอยกลับไปก็เป้าหมายเดียวกันแหละครับ ตอนที่พวกผมคิดร่วมกันทำพรรค มันเป็นเวลาเปลี่ยนผ่านบ้านเมือง ทำยังไงก็ได้ให้การเปลี่ยนผ่านไม่ทำให้บ้านเมืองกลับไปสู่จุดเดิม”

“พรรคพลังประชารัฐเป็นตัวที่จะบาลานซ์ของการเมืองไทย เพราะไม่เช่นนั้นองค์ประกอบทางการเมืองจะเป็นแบบเดิม ที่สำคัญมันต้องผสมผสานกับระยะเวลา 4 ปีกว่าที่ผ่านมาของประเทศไทย ซึ่งเป็นช่วงที่ยาวนานที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทยที่มีกลไกของรัฐบาลไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง”

“ต้องผสมผสานสองสิ่งให้อยู่ด้วยกัน เพราะจะบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมา 4 ปีกว่ากับสิ่งที่จะไปข้างหน้าไม่ผสานกันเลยมันอาจจะไม่ใช่ หวังจะเข้ามาเพื่อเป็นตัวบาลานซ์ของสังคม ของประเทศที่จะต้องมีพรรคที่จะออกมาอย่างน้อยเป็นตัวที่จะไม่กลับไปสู่ Solution เดิมๆ เป็นความตั้งใจ”

เขาหวังลึกๆ ว่า ปลายสุดของการทำพรรคครั้งนี้ เป้าหมายที่ใหญ่ที่สุด ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็ตาม ใครจะชนะ จะแพ้ ประเทศจะกลับไปสู่จุดเดิมไม่ได้

“ประเทศต้องการความ compromise ของทุกๆ อำนาจทางการเมือง ต้องการความประนีประนอมในทุกๆ อำนาจทางการเมือง ประเทศคงไม่สามารถไปทางใดทางหนึ่งสุดโต่งได้”

“ยิ่งเรามีบาดแผลกันอยู่ ตอนนี้ต้องประคับประคองด้วยความระมัดระวัง ผมเชื่อว่าสถานการณ์การเมืองแบบนี้ต้องการการทำงานการเมืองแบบประคับประคอง เพราะแผลเก่าพร้อมที่จะเกิดเป็นแผลใหม่”

“ถ้าหากประคับประคองไม่ดี อย่างน้อย 4 ปีกว่า มันได้ประคับประคองแผลมาได้จุดหนึ่ง แม้ว่ามันจะยังไม่หาย แต่เราต้องประคับประคองต่อ การเลือกตั้งจึงสำคัญมาก”

แผลเก่าที่คิดว่าเราไม่ควรกลับไปอีกเลย 2-3 เรื่อง คือเรื่องอะไรบ้าง? เขาตอบทันควันคือ การแบ่งขั้ว-เลือกข้าง จนเกิดเป็นกำแพงยักษ์คั่น-กั้นระหว่างคนไทยด้วยกัน

“การแบ่งคนไทยออกเป็นกลุ่มสีต่างๆ…(เสียงดังขึ้น) อย่างสุดโต่ง มันไม่ใช่พื้นฐานของคนไทย และเรามาไกลมากนับจากอดีต เราแบ่งกันสุดโต่ง ไม่เคยมีความรู้สึกที่เราจะแบ่งเป็นฝั่งตรงข้ามเหมือนที่ผ่านมา”

“ผมไม่สบายใจเวลาเข้าสู่การเลือกตั้งแล้วมีการพูดจาด้วยถ้อยคำรุนแรง ผมคิดว่าเป็นตัวที่เป็นแผลเก่าที่พร้อมจะกลับมาเป็นแผลใหม่ ทุกฝ่ายต้องระมัดระวังเรื่องเหล่านี้เพราะไม่เกิดประโยชน์กับใครเลย”

การตั้งพรรคพลังประชารัฐด้วยเวลาอันสั้น เขายอมรับว่า “ไม่ง่าย” โดยเฉพาะการทำพรรคการเมืองให้เป็น “สถาบันทางการเมือง”

“เราทำหน้าที่บนข้อจำกัดทั้งหมดที่มีอยู่อย่างเต็มความสามารถ ส่วนตัวผมเองเสร็จวันที่ 24 มีนาคม ผมเคารพผลคำตัดสินทุกอย่าง ผมรู้ว่าผมทำสุดความสามารถ ตามความตั้งใจทั้งหมดแล้ว ส่วนผลจะเป็นอย่างไรผมเคารพ น้อมรับผลของมัน และประเทศก็ต้องเดินหน้าต่อไปบนการตัดสินใจของพี่น้องประชาชน”

“ผลการเลือกตั้งไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ในฐานะที่ผมเป็นเลขาธิการพรรค พรรคพลังประชารัฐต้องตั้งตัวเป็นสถาบันหลักของประเทศให้ได้”

“ผมไม่ได้มองการเมืองวันนี้ ผมไม่ได้มองการเมืองเป็นเรื่องของการชนะแล้วได้เป็นรัฐบาล แต่ผมมองว่า การเมืองต้องมีสถาบันที่พี่น้องประชาชนไว้ใจได้ เป็นสถาบันหลักอันหนึ่งของการเมืองไทย มีความตั้งใจ จริงใจต่อชาติบ้านเมือง”

“ถ้าถามผมตอนนี้อยากทำอะไรมากที่สุดหลังการเลือกตั้ง คือการทำพรรคให้เป็นหนึ่งที่พี่น้องประชาชนไว้ใจได้ เป็นสถาบันทางการเมืองที่จะสร้างมิติทางการเมือง สร้างคนรุ่นใหม่ทางการเมืองอย่างแท้จริง ไม่ใช่สร้างเฉพาะช่วงหาเสียง”

“สร้างกลไกของพรรคที่จะมีบทบาทในการช่วยกำกับดูแลนโยบายของการบริหารประเทศให้ไปข้างหน้า นั่นต่างหากคือการทำพรรคพลังประชารัฐที่แท้จริง ผมมีความสุขมากที่จะทำตรงนั้น นั่นคือสิ่งที่ผมจะทำไว้ ผมไม่รู้ว่าจะอยู่วงการการเมืองกี่ปี เพราะผมไม่ใช่นักการเมือง”

ไม่ว่า “สนธิรัตน์” จะเป็น “นักแสดงนำ” หรือเป็นเพียง “คนจัดฉาก” วันที่ 24 มีนาคม จะเป็นคำตอบว่า เขา “ตีบทแตก” หรือไม่

บทความก่อนหน้านี้“วิษณุ” ชี้ อดีตกรรมการบริหาร ทษช. ทำกิจกรรมการเมืองได้ในฐานะปชช.
บทความถัดไป“จุรินทร์” ชี้ หนทาง ปชป.หลัง ทษช.ถูกยุบ ยังมุ่งเป็นทางเลือกหลัก ไม่พาประเทศกลับวังวนเก่า