วิเคราะห์ : Missions Change, Warriors Don’t ‘บิ๊กแดง’ ขุนศึก คสช. ปรับทัพ ตท.20 ยึดหัวหาด เสริมแกร่ง ทีมสู้ศึกน้ำลาย กับภารกิจ ‘พิเศษ’

รายงานพิเศษ

 

Missions Change, Warriors Don’t

‘บิ๊กแดง’ ขุนศึก คสช.

ปรับทัพ ตท.20 ยึดหัวหาด

เสริมแกร่ง ทีมสู้ศึกน้ำลาย

กับภารกิจ ‘พิเศษ’

 

ยังไม่ทันที่จะขึ้นเป็น ผบ.ทบ. บิ๊กแดง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ว่าที่ ผบ.ทบ.คนใหม่ ก็ถูก “รับน้อง” ด้วยการปล่อยภาพเก่าๆ สมัยกระชับพื้นที่คนเสื้อแดง โดยเฉพาะช็อตที่ถือปืน ตกอยู่ในวงล้อมคนเสื้อแดง ที่สถานีดาวเทียมไทยคม ลาดหลุมแก้ว
ที่ พล.อ.อภิรัชต์ยืนยันมาตลอด ตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้ ว่า เป็นปืนลูกซองยาว กระสุนยาง และปืนไฟฟ้า ไม่มีการใช้อาวุธกระสุนจริงเลย เพราะไม่เช่นนั้นคงมีการบาดเจ็บสูญเสีย เพราะยึดตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด
เส้นทางเดินของ พล.อ.อภิรัชต์ กว่าจะมาถึงเก้าอี้ ผบ.ทบ.คนที่ 41 ในวันนี้ เต็มไปด้วยการกรำศึกทางการเมือง ที่ก็เป็นคนเสื้อแดง และฝ่ายการเมือง
“อย่ามายุ่งกับในหลวงของผม” ที่ พล.อ.อภิรัชต์ เมื่อครั้งเป็น ผบ.ร.11 รอ. พูดกับนายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกฯ ที่พูดจาบจ้วงสถาบัน
แม้สถานการณ์จะแปรเปลี่ยนไปบ้าง แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พล.อ.อภิรัชต์ได้รับภารกิจพิเศษจาก “ผู้บังคับบัญชา” มาตลอด ที่มักเป็นภารกิจลับ
แต่จุดยืนยังคงเป็นทหารที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันหลักของชาติ ไม่มีเปลี่ยนแปลง

“Missions Change, Warriors Don’t” คติประจำใจหนึ่งของ พล.อ.อภิรัชต์ ผู้ระลึกเสมอว่า ได้ทำอะไรมามากมายเพื่อกองทัพและเพื่อชาติบ้านเมือง ดังนั้น “นักรบย่อมมีบาดแผล” เพราะคนที่ไม่มีบาดแผลใดๆ คือคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลย
เหล่านี้จึงทำให้เขาเป็นนายทหารที่ว่ากันว่า อยู่ในแบล๊กลิสต์ของคนเสื้อแดงมายาวนาน จนทุกวันนี้ ที่ก็ยังโดนปล่อยข่าวว่าไปกดดันอัยการสูงสุดในเรื่องคดีกระชับพื้นที่คนเสื้อแดง ที่ใครอ่านก็ย่อมรู้ว่า “นายพลคนดัง” หมายถึง ว่าที่ ผบ.ทบ.

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์

ข่าวว่า พล.อ.อภิรัชต์มีการเตรียมพร้อมรับมือพอสมควรเพราะมีดีเอสไอ และนายทหารพระธรรมนูญไปด้วย เพื่อไปติดตามความคืบหน้าของคดีที่ยืดเยื้อมาเกือบสิบปีแล้ว และติดขัดตรงไหน ทำไมจึงล่าช้า ทั้งคดีของคนเสื้อแดงที่เสียชีวิต และทหารที่เสียชีวิต โดยเฉพาะการเสียชีวิตของ เสธ.เปา พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม เพราะอยากให้จบลงด้วยความยุติธรรมและสร้างความปรองดองขึ้นในชาติ
โดยไม่มีการข่มขู่หรือกดดันใดๆ เพราะ พล.อ.อภิรัชต์มีการแสดงออกที่สุภาพ ทั้งคำพูดและท่าทาง
ทั้งนี้ มีรายงานว่า พล.อ.อภิรัชต์มีหลักฐานเรื่อง “กองกำลังชุดดำ” ที่จับกุมได้ในเวลานั้น และมีการให้ปากคำไว้ทั้งหมด
โดยที่ในการเข้าพูดคุยครั้งนี้ มีการบันทึกเสียงการพูดคุยไว้ทั้งหมด เพราะรู้ดีว่ากำลังคุยกับใคร เพื่อที่จะใช้เป็นหลักฐาน หากมีรายการเปิดโปงกันเกิดขึ้น
แล้วมันก็เป็นไปดั่งที่ พล.อ.อภิรัชต์คาดการณ์ไว้ เพราะมีการให้ข่าวสื่อมาเขียนและปลุกกระแสฝ่ายตรงข้าม ที่รู้กันดีว่าไม่ชอบ พล.อ.อภิรัชต์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ที่สำคัญคือการระบุว่า นายพลคนนั้น ขอให้ยุติคดีการเสียชีวิตของคนเสื้อแดง ให้เป็น “คดีมุมดำ” ที่มีรายงานว่า พล.อ.อภิรัชต์ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า “คดีมุมดำ” หมายถึงอะไร แล้วจะเป็นฝ่ายเอ่ยปากพูดขึ้นมาเองได้อย่างไร แต่กลับถูกเอาคำพูดมายัดปาก ในรายงานข่าว
แต่เขาก็เลือกที่จะเงียบ ไม่ออกมาตอบโต้ใดๆ เพราะยังไม่ถึงที่สุด แต่ก็ได้เรียนรู้ไว้ว่า ใครเป็นอย่างไร โครงสร้างองค์กรเป็นอย่างไร
แต่ก็เป็นบทเรียนหนึ่ง และเป็นการส่งสัญญาณเตือนอย่างหนึ่งแล้วว่า บนเก้าอี้ ผบ.ทบ.ของเขา ที่จะรับมอบตำแหน่งตั้งแต่ 28 กันยายน 2561 นี้นั้น มีอะไรรออยู่เบื้องหน้า

พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์

แม้จะได้รับคำแนะนำให้ปรับตัวเองให้นุ่มนวล ซอฟต์มากขึ้นก็ตาม แต่ พล.อ.อภิรัชต์ก็เลือกที่จะเป็นตัวเองเช่นเดิม เพราะบุคลิกห้าวเป้ง ดุดัน เด็ดขาด มันเป็นสิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้
ประมาณว่า คล้ายๆ บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ลูกพี่นั่นเอง
แต่คาดกันว่า พล.อ.อภิรัชต์จะไม่ค่อยออกสื่อ หรือให้สัมภาษณ์ เช่น ตั้งแต่เมื่อครั้งที่เป็นแม่ทัพภาคที่ 1 แต่จะให้เป็นหน้าที่ของทีมโฆษก ทบ. และทีมโฆษก คสช. ที่จะมีการขันน็อตเพิ่มความเข้มข้นในการทำหน้าที่มากขึ้น
โดยจะมีการปรับทีมโฆษก ทบ. และโฆษก คสช. เนื่องจากบิ๊กเล็ก พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผบ.มทบ.11 ที่ขยับไปเป็น ผบ.พล.ร.2 รอ. เป็นหน่วยคุมกำลังรบ ที่ทั้งบิ๊กเจี๊ยบ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. และ พล.อ.อภิรัชต์ ว่าที่ ผบ.ทบ. เห็นพ้องกันว่า อาจไม่เหมาะที่จะทำหน้าที่ทีมโฆษก คสช.ต่อ
ทั้งนี้เพราะการชี้แจง ตอบโต้ในทางการเมืองแทน พล.อ.อภิรัชต์ น่าจะมีมากขึ้น เพราะมีการปล่อยข่าวกันอย่างหนักหน่วง แถมทั้งเป็นช่วงใกล้การเลือกตั้ง การเมืองยิ่งเข้มข้น
แต่ด้วยเหตุที่ พล.อ.อภิรัชต์ไม่ได้แค่ถูกมองว่าเป็นน้องรักของ พล.อ.ประยุทธ์เท่านั้น แต่ทว่าเป็นนายทหารพิเศษประจำกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ (ทม.รอ.) ด้วย
จึงต้องยิ่งระวังตัวทุกความเคลื่อนไหวและคำพูดมากขึ้นเป็นหลายเท่า
นั่นจึงทำให้ พล.อ.อภิรัชต์ไม่อยู่ในสถานะที่จะให้สัมภาษณ์ หรือพูดตอบโต้ในทางการเมืองอะไรได้มากนัก

พล.ท.ชูชาติ บัวขาว

จึงมีรายงานว่า พล.อ.เฉลิมชัยเสนอแนะให้ พล.อ.อภิรัชต์ดึงบิ๊กเล็ก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เสธ.ทบ. ที่เป็นเพื่อนเตรียมทหาร 20 ของบิ๊กแดงเอง ที่จะขึ้นมาเป็นรอง ผบ.ทบ. ช่วยงานในเรื่องการให้ข้อมูล ชี้แจงกับสื่อมวลชนในรูปแบบต่างๆ ตามความเหมาะสม ในบางเรื่องที่ พล.อ.อภิรัชต์ไม่เหมาะที่จะพูด
เนื่องจากการที่ พล.อ.ณัฐพลเคยเป็น เสธ.ทบ. และเลขาธิการ กอ.รมน. จึงรอบรู้และมีข้อมูล อีกทั้งที่ผ่านมาก็ได้ทำงานใกล้ชิดกับนักข่าวมาอยู่แล้ว
ไม่แค่นั้น พล.อ.อภิรัชต์ยังมอบให้ พล.อ.ณัฐพลช่วยดูแลงานในภาพรวมของ ทบ. แทน ผบ.ทบ. ที่มีภารกิจมากมาย ทั้งในส่วนของเลขาธิการ คสช. และ ผบ.กองกำลังรักษาความสงบฯ ของ คสช.
รวมทั้งการเป็นนายทหารพิเศษประจำ ทม.รอ. และการเป็น ผบ.หน่วยเฉพาะกิจ 904 ดูแลหน่วยในพระองค์อีกด้วย
จึงมอบหมายให้ พล.อ.ณัฐพลทำหน้าที่เสมือนแม่บ้าน ทบ. ที่เป็นเสมือนผู้ช่วยพระเอก นอกเหนือจากที่มีบิ๊กเป้ง ว่าที่ พล.อ.ธีรวัฒน์ บุณยะวัฒน์ เสธ.ทบ.คนใหม่ และมีบิ๊กแก้ว พล.ท.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ เจ้ากรมยุทธการ ทบ. ที่ขยับขึ้นมาเป็นรอง เสธ.ทบ. ที่ถือเป็นน้องรักและอยู่ใน ฉก.904 มาด้วยกัน
เรียกได้ว่า ผู้ช่วยบิ๊กแดง ล้วนเติบโตมาในสายยุทธการด้วยกันทั้ง พล.อ.ณัฐพล (ตท.20) พล.อ.ธีรวัฒน์ (ตท.19) และ พล.ท.เฉลิมพล (ตท.21) ที่จะเป็นทีมเวิร์ก ที่อาจเรียกได้ว่า ทีมบิ๊กแดง โดยเฉพาะบทบาทของ พล.อ.ณัฐพล ว่าที่รอง ผบ.ทบ. เพื่อน ตท.20

พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ

ขณะที่น่าจับตามองหมากของ ตท.20 ภายใต้การนำของ พล.อ.อภิรัชต์ ที่ส่งบิ๊กชู พล.ท.ชูชาติ บัวขาว รอง เสธ.ทบ. ข้ามไปเป็นพลเอก รองเสนาธิการทหาร ที่ บก.กองทัพไทย
ด้วยเพราะเล็งเห็นว่า ที่ บก.ทัพไทยยังไม่มี ตท.20 ที่จะเข้าไลน์ และเกือบจะกลายเป็นธรรมเนียมที่จะต้องส่งนายทหารที่โตจากสายยุทธการของ ทบ. ข้ามไปอยู่ บก.ทัพไทย เพื่อเป็นเสนาธิการทหาร
ว่าที่ พล.อ.ชูชาติ ก็ถูกจับตามองเช่นนั้นว่า ถูกส่งข้ามห้วยมาจ่อไลน์ขึ้นเป็น เสธ.ทหาร และชิงเก้าอี้ ผบ.ทหารสูงสุด ต่อจากบิ๊กกบ พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ที่จะเกษียณกันยายน 2563 เพราะว่าที่ พล.อ.ชูชาติ จะเกษียณกันยายน 2564
เพื่อขัดตาทัพ ก่อนที่ ตท.21 จะชิงกันมาขึ้นเป็น ผบ.ทหารสูงสุด ทั้งบิ๊กกวาง พล.ท.สัณฑัศน์ นนทิภาคย์หิรัญ รอง ผบ.นทพ. บิ๊กโป๊ป พล.ท.ชัชชัย ภัทรนาวิก ผบ.ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านก่อการร้าย หรือบิ๊กแขก พล.ท.นเรนทร์ สิริภูบาล ที่ขึ้นพลเอก เป็น ผบ.สปท.
เพราะที่กลาโหมก็มีบิ๊กณัฐ พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ เป็นปลัดกลาโหมคนใหม่ แถมมีอายุราชการยาวถึงกันยายน 2564 ที่จะเป็นแกนนำหลักของเพื่อน ตท.20 แบบต่อเนื่อง หากบิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่ยังคงมีบารมีอยู่ หรือหาก พล.อ.ประยุทธ์กลับมาเป็นนายกฯ หลังการเลือกตั้ง
แถมทั้ง พล.อ.ประวิตร ก็พร้อมที่จะช่วยงาน พล.อ.ประยุทธ์ต่อไป หากว่า พล.อ.ประยุทธ์ต้องการให้ช่วย
“แล้วแต่นายกฯ” พล.อ.ประวิตรกล่าวถึงอนาคตทางการเมือง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ยืนยันจะวางมือทางการเมือง เพราะปัญหาเรื่องสุขภาพ และอายุที่มากขึ้นถึง 74 แล้ว

พล.ร.อ.ชาติชาย ศรีวรขาน

จึงไม่แปลกที่มีรายงานข่าวว่า พล.อ.ณัฐได้สร้างสำนักงานส่วนตัวหลังเล็กๆ ในมูลนิธิป่ารอยต่อฯ ใน ร.1 รอ. เพื่อไว้นั่งทำงานของกลาโหม ช่วยงานและดูแล พล.อ.ประวิตรไปด้วย
เพราะที่บ้านป่ารอยต่อของ พล.อ.ประวิตรแห่งนี้ ถูกเรียกว่าเป็นทำเนียบขาว เพราะนอกจากเป็นบ้านสีขาวแล้ว พล.อ.ประวิตรยังใช้เป็นที่ทำงานสำรองในการประชุมวงเล็ก พบปะหารือนอกรอบ หรือภารกิจ “ว.5” เสมอๆ
และเป็นสถานที่ที่ ผบ.เหล่าทัพจะมาทานข้าวเช้ากับ พล.อ.ประวิตรกันทุกวันศุกร์ ที่คาดว่าเมื่อเปลี่ยน ผบ.เหล่าทัพหลัง 1 ตุลาคมนี้ ผบ.เหล่าทัพใหม่ก็จะสานต่อประเพณีนี้ต่อไป
โดยมี พล.อ.ณัฐ และ พล.อ.อภิรัชต์ เป็นแกนนำหลัก ที่ในหมู่ผองเผื่อนที่โตยกแผงขึ้นมาจ่อคุมกำลัง คุมอำนาจนั้น เชื่อกันว่า รุ่นนี้จะได้ “รับใช้ชาติ” ในวันหนึ่งข้างหน้าแน่นอน
โดยมีการวางตัว ตท.20 ให้ขึ้นเป็น ผบ.ทร. ในอนาคต เช่น บิ๊กอุ้ย ว่าที่ พล.ร.อ.ชาติชาย ศรีวรขาน รอง เสธ.ทร. ที่ขึ้นมาเป็น เสธ.ทร. และบิ๊กเฒ่า ว่าที่ พล.ร.อ.สมประสงค์ นิลสมัย รอง เสธ.ทร. ที่เป็นพลเรือเอก ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทร. ที่สามารถขยับมาเป็น 5 ฉลามทัพเรือ ในโยกย้ายปลายปีหน้า เพื่อรอเป็น ผบ.ทร. ต่อจากบิ๊กลือ พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ตท.18 ที่จะเกษียณกันยายน 2563

พล.ร.ท.สมประสงค์ นิลสมัย

ส่วน ทอ. ได้มีการวางบิ๊กนัต ว่าที่ พล.อ.อ.มานัต วงษ์วาทย์ จากรอง เสธ.ทอ. เป็น เสธ.ทอ. จ่อที่จะเป็น ผบ.ทอ.ต่อจาก บิ๊กต่าย พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ที่จะเกษียณกันยายน 2562
อีกทั้งการขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ. ของ พล.อ.อภิรัชต์ จึงจะไม่ใช่ ผบ.ทบ. ธรรมดาๆ แต่มีความพิเศษและสิ่งพิเศษ โดยเฉพาะมีภารกิจพิเศษ เพราะอาจจะยังเรียกได้ว่า ยังเป็นสถานการณ์พิเศษมาอย่างต่อเนื่อง
การย้ายหน่วยทหารหน่วยสำคัญๆ ในกรุงเทพฯ ที่กำลังถูกจับตามองว่า ไม่ใช่แค่การช่วยลดความแออัดในกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ยังเป็นการลดความหวาดระแวงเรื่องการปฏิวัติรัฐประหาร
เช่น ม.พัน 4 รอ. ที่เป็นกองพันรถถังปฏิวัติของ พล.1 รอ. ที่ได้นำรัฐประหารมาทุกครั้งในประวัติศาสตร์ เพราะรับผิดชอบพื้นที่ใจกลางพื้นที่สำคัญของรัฐบาล และกองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 1 พล.1 รอ. และกรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ ที่จะไปอยู่สระบุรีและลพบุรี
รวมทั้งกองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน (พล.ปตอ.) ที่เกียกกาย ไปอยู่ลพบุรี จากเดิมที่เคยมีแผนจะย้ายมานาน
ที่สำคัญ การที่จะทำให้กรุงเทพฯ สวยงาม ก็ไม่ควรจะมีรถถังมาวิ่งเข้าวิ่งออก โดยเฉพาะเวลาไปฝึก ที่ทำให้ประชาชนตกใจทุกครั้งที่มีการเคลื่อนย้ายรถถัง

พล.ท.ธีรวัฒน์ บุณยะวัฒน์

รวมทั้งการปรับโอนและยุบหน่วย ทั้ง ร.1 รอ. และ ร.11 รอ. ที่ถือเป็นหน่วยทหารรักษาพระองค์
รวมทั้งการย้าย มทบ.11 ไปอยู่ ชานเมือง แจ้งวัฒนะ สลับกับ ร.1 พัน 2 รอ. และย้ายหน่วยข่าวกรองทางทหาร ไปอยู่สมุทรสาคร
แต่แน่นอนว่า แนวนโยบายเช่นนี้ย่อมไม่ใช่การคิดกันเองในกองทัพบกเท่านั้น แต่ต้องเป็นนโยบายในระดับสูงกว่ารัฐบาล
แต่ขุมข่าวระดับสูงใน ทบ. สยบข่าวลือเรื่องการถอดสลักปฏิวัติ เพราะไม่ว่าหน่วยทหารจะอยู่ไหน ถ้าจะปฏิวัติ ก็ไม่ใช่เรื่องเกินขีดความสามารถ แถมทั้งกำลังทหารเรือและทหารอากาศก็ยังคงอยู่
แต่เหล่านี้ล้วนเป็นภารกิจพิเศษที่ พล.อ.อภิรัชต์จะต้องมาดำเนินการให้ลุล่วงไปด้วยดี

พล.อ.ท.มานัต วงษ์วาทย์

โดยเฉพาะการจัดแถวทหารวงศ์เทวัญ สายเป๊ะ ให้เข้าที่เข้าทาง ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ในฐานะที่ พล.อ.อภิรัชต์เป็นสายวงศ์เทวัญที่ได้ขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ. ในรอบ 15 ปี หลังจากยุคบิ๊กเกาะ พล.อ.สมทัต อัตตะนันทน์
แม้แต่ทีม รปภ.ผบ.ทบ. พล.อ.อภิรัชต์ก็ใช้ทหารสายวงศ์เทวัญ จากกองร้อยลาดตระเวนระยะไกล หรือ ร้อย ลว.ไกล พล.1 รอ. ขุมกำลังปฏิวัติสำคัญ หลังจากที่มีการใช้ทหารเสือราชินีเป็นทีม รปภ.ผบ.ทบ.มาหลายสมัย และมาเป็นทหารรบพิเศษในยุคของ พล.อ.เฉลิมชัย 2 ปี
ท่ามกลางทุกสายตาที่จับตามองเขม็งมาที่ พล.อ.อภิรัชต์ ว่าจากนี้ไปจะวางบทบาทเช่นไร ทั้งในยุครัฐบาล คสช. และหลังการเลือกตั้ง
หาก พล.อ.ประยุทธ์คัมแบ๊กมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง พล.อ.อภิรัชต์ก็จะรั้งตำแหน่งนายทหารผู้พิทักษ์ และเป็นกองหนุนหลักให้
แต่หากพรรคเพื่อไทยมาเป็นรัฐบาล ก็ย่อมหมายถึงโอกาสที่จะเปลี่ยนตัว ผบ.ทบ.
พร้อมๆ กับโอกาสที่ พล.อ.อภิรัชต์จะได้เป็นแบบบิ๊กจ๊อด พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ อดีต ผบ.ทสส. ผู้พ่อ ที่เคยเป็นประธาน รสช. เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ ก็มีอยู่เช่นกัน
การศึก การเมืองจากนี้ไป จึงน่าจับตามองยิ่ง…

 

บทความก่อนหน้านี้เพื่อไทย-ปชป. มองใช้โซเชียลหาเสียง มีแต่ได้-สะท้อนเทรนโลก 4.0
บทความถัดไปหลากปฏิกิริยาต่อรายงานยูเอ็น จัดไทยคุกคามนักปกป้องสิทธิฯอย่างน่าละอาย