อาชญากรรม : ผ่าปมร้อน-คลิปทหาร บุกโรงแรมดังภูเก็ต ถูกร้องเรียนมีอิทธิพล มทภ.4 ฉุน-สั่งแจ้งจับ

กลายเป็นเหตุอื้อฉาวอีกครั้ง เมื่อมีคลิปถูกแชร์ว่อนในโลกโซเชียล

ระบุเป็นพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ทหาร ขณะพบปะผู้ประกอบการโรงแรมแห่งหนึ่งใน จ.ภูเก็ต

โดยอ้างใช้มาตรา 44 มาดำเนินการกับผู้มีอิทธิพล

จนเกิดการถกเถียงกันขนานใหญ่ สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันไปทั่ว

ร้อนถึงแม่ทัพภาคที่ 4 ต้องออกมาแถลงพร้อมยืนยันว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของทหารอย่างถูกต้อง

ไม่มีการข่มขู่หรือเรียกรับผลประโยชน์ใดๆ

ส่วนที่ต้องไปตรวจสอบถึงโรงแรมที่เกิดเหตุ ก็เนื่องจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากพนักงานโรงแรมที่ถูกให้ออกจากงาน

จึงต้องเร่งเข้าไปอำนวยความเป็นธรรม!??

พร้อมสั่งการให้แจ้งความดำเนินคดีผู้ที่เผยแพร่คลิป เนื่องจากทำให้กองทัพเสียหาย

ขณะที่ผู้บริหารโรงแรมยืนยันไม่ได้เป็นผู้มีอิทธิพล และเป็นความขัดแย้งกันภายในที่ทำงาน ไม่ได้เกี่ยวกับกองทัพเลย

ต่างคนต่างพูดในมุมของตน ซึ่งต้องดูว่าคดีนี้จะไปสิ้นสุดลงที่ใด

แชร์ว่อนคลิปทหารบุกโรงแรม

เป็นเรื่องฮือฮา เมื่อมีคลิปวิดีโอความยาว 3 นาที 51 วินาที ถูกแพร่ในโลกออนไลน์ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เป็นภาพภายในห้องอาหารแห่งหนึ่งใน จ.ภูเก็ต มีเจ้าหน้าที่ทหาร 3 นาย แต่งเครื่องแบบ มี 1 นายพกปืนสั้น เข้าพูดคุยกับชาย 2 คน

ซึ่งระหว่างการพูดคุยทั้ง 2 ฝ่ายก็มีปากเสียง โดยชายคนดังกล่าวถามว่ามาทำไม ฝ่ายทหารก็อ้างว่าใช้อำนาจ ม.44 มาดำเนินการกับผู้มีอิทธิพล ขณะที่ทั้ง 2 ฝ่ายถ่ายคลิปบันทึกไว้ทั้งคู่

ส่งผลให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของกองทัพ

หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อวันที่ 1 เมษายน พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 ก็ออกมาชี้แจง โดยระบุว่า กรณีดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2561 โดยเจ้าหน้าที่ทหารกองพลทหารราบที่ 5 กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) เดินทางไปตรวจสอบ ตามที่ได้รับเรื่องร้องเรียนจากอดีตพนักงานโรงแรมป่าตองพารากอน

โดยพนักงานคนดังกล่าวไปร้องเรียนที่ศูนย์ดำรงธรรมว่าถูกให้ออกจากงานโดยไม่เป็นธรรม เพราะขาดงานช่วงก่อนเทศกาลปีใหม่ โดยศูนย์ดำรงธรรมตรวจสอบแล้วพบว่า ระเบียบของโรงแรมต้องให้กรรมการอย่างน้อย 2 คนลงชื่อ ถึงจะไล่ออกได้ แต่ในคำสั่งไล่ออกมีกรรมการลงนามเพียงคนเดียว ทำให้พนักงานคนดังกล่าวยังทำงานต่อได้

แต่เมื่อไปทำงาน ก็ถูกผู้บริหารโรงแรมข่มขู่ อ้างมีอิทธิพลตำรวจบีบให้ออกจากงาน พนักงานโรงแรมจึงทำหนังสือร้องเรียนมายัง บก.ควบคุม พล.ร.5 และสั่งการต่อให้ทหารชุดปฏิบัติการรักษาความสงบเรียบร้อย กรมทหารราบที่ 25 (ชป.รส.ร.25) เข้าตรวจสอบ

วันเกิดเหตุเป็นวันที่ 27 มีนาคม ชป.รส.ร.25 นำโดย ร.ต.วัฒนชัย คล่องประดิษฐ์ หน.ชุด เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วพบผู้บริหารโรงแรม ก็แสดงตนว่าเป็นเจ้าหน้าที่ ซึ่งผู้บริหารโรงแรมคนดังกล่าวก็ให้ความร่วมมือ เชิญเข้าไปนั่งในโรงแรม

จากนั้น พ.ท.สุรศักดิ์ พึ่งแย้ม รอง ผบ.ร.25 พัน.2 ผู้บังคับบัญชาตามเข้าไปชี้แจงรายละเอียด พร้อมเชิญผู้บริหารและตำรวจติดตาม 2 นายมาให้ข้อมูล แต่ผู้บริหารโรงแรมระบุว่าไม่ว่าง ขอนัดใหม่ในวันที่ 2 เมษายน และจะนำเอกสารต่างๆ มายืนยันว่า ที่ได้รับเรื่องร้องเรียน ว่าไม่เป็นความจริง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ ชป.รส.ร.25 ก็ได้นั่งพูดคุยกันต่อประมาณ 2 ชั่วโมง

ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี แต่กลับมีการตัดต่อคลิปเอาเฉพาะตอนที่ผู้บริหารโรงแรมพูดแสดงความไม่พอใจมาเผยแพร่ พร้อมข้อความที่ทำให้ฝ่ายทหารเสียหาย

เหล่านี้เป็นคำชี้แจงจากฝ่ายทหาร

มทภ.4 สั่งแจ้งความ-เด้ง 2 ตร.

พล.ท.ปิยวัฒน์ ยังระบุอีกว่า น่าสงสัยถึงเจตนาของผู้ที่นำคลิปไปเผยแพร่ ว่าต้องการทำให้ทหารเสียหาย จึงสั่งการให้นายทหารพระธรรมนูญ เตรียมฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้บริหารโรงแรม และผู้ที่เผยแพร่คลิป

ยืนยันว่าทหารทำตามระเบียบถูกต้อง แต่งเครื่องแบบ แสดงตัว พร้อมแจ้งข้อหาเรื่องร้องเรียน แต่กลับมากล่าวหาว่าทหารรีดไถ เรียกรับผลประโยชน์ ทำให้ผู้ปฏิบัติงานเสียหาย

ส่วนที่ต้องพกอาวุธปืนสั้นเข้าไปในโรงแรม เพราะเป็นอาวุธประจำกาย ไม่ได้พกอาวุธสงคราม อีกทั้งเป็นการไปทำหน้าที่ ผู้ถูกร้องเรียนว่าเป็นผู้มีอิทธิพล เป็นถึงผู้บริหารโรงแรม มีตำรวจติดตาม 2 นายดูแลตลอดเวลา ทหารจึงต้องระวังตัวเอง

นอกจากนี้ จะทำเรื่องถึงต้นสังกัดตำรวจทั้ง 2 นาย ให้โยกย้ายเพราะตำรวจควรทำหน้าที่ของตำรวจ ไม่ควรมาเดินตามผู้บริหารโรงแรม

ทันทีกับข้อเสนอของแม่ทัพภาคที่ 4 เพียงแค่ข้ามคืน บช.ภาค 8 ก็สั่งย้าย 2 ตำรวจไปปฏิบัติหน้าที่ที่ศูนย์ฝึกตำรวจภูธรภาค 8 พร้อมตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง

โดย พ.ต.อ.อโณทัย จินดามณี ผกก.สภ.ป่าตอง ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นายนั้นคือ ด.ต.ธีรสิทธิ์ สันธารเดชา และ จ.ส.ต.ภาราดร ผุดเผือก ตำแหน่ง ผบ.หมู่ สภ.ป่าตอง

ขณะที่ พ.ท.สุรศักดิ์ พร้อม ร.ต.วัฒนชัย ได้เดินทางเข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.เจษฎา แสงสุรีย์ รอง ผกก. (สอบสวน) สภ.ป่าตอง พร้อมหลักฐาน เพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่นำคลิปไปเผยแพร่และโพสต์ข้อความทำให้เสื่อมเสีย และสร้างความเสียหายให้กับกองทัพ ตามความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

ขณะที่ตำรวจประสานกับ บก.ปอท. เพื่อตรวจสอบผู้ที่นำคลิปดังกล่าวไปเผยแพร่ เพื่อจะได้ออกหมายเรียกมารับทราบข้อกล่าวหา ตามความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ต่อไป

ส่วน นายวิศิษฐ์ เอี่ยมวิโรจน์ฤทธิ์ กรรมการบริหารบริษัท ป่าตอง พารากอน จำกัด ที่เป็นผู้บริหารโรงแรมที่อยู่ในคลิปวิดีโอ ระบุว่า ไม่ได้โพสต์คลิปดังกล่าว เพียงแต่ส่งให้กับกลุ่มเพื่อนสนิทเท่านั้น ส่วนใครเอาไปโพสต์ หรือใส่ข้อความอะไรตนไม่ทราบ

แต่ยืนยันไม่ได้ตัดต่อคลิป และไม่ใช่ผู้มีอิทธิพล และพร้อมชี้แจงทุกฝ่าย เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาภายในโรงแรม ที่ตนไล่พนักงานคนหนึ่งออก เนื่องจากขาดงาน 6 วัน ทำให้พนักงานคนดังกล่าวไม่พอใจ

แถมยังกลับมาโรงแรมทั้งที่มีการปิดประกาศห้ามเข้า

อย่างไรก็ตาม นายวิศิษฐ์ทำหนังสือขอเลื่อนเข้าชี้แจงกับเจ้าหน้าที่ทหาร ที่เดิมนัดวันที่ 2 เมษายน ไปเป็นไม่มีกำหนด

หลายฝ่ายยังรอความชัดเจน

จี้ตั้ง กก.อิสระสอบข้อเท็จจริง

ขณะที่ภาคประชาสังคมก็จับตาเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด โดย นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นคำร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ตรวจสอบกรณีดังกล่าวด้วย

พร้อมระบุว่า ขอเสนอให้ตั้งหน่วยงานที่เป็นกลางเข้าตรวจสอบกรณีดังกล่าว เพื่อให้ประชาชนและสังคมเชื่อมั่นได้ว่าใครเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิด เพราะกรณีนี้น่าจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังที่แต่ละฝ่ายบอกความจริงกันไม่หมด

เพราะอย่างผู้บริหารโรงแรมที่ถูกพาดพิงว่าเป็นผู้มีอิทธิพล ทั้งที่ผู้ประกอบการทั่วไปย่อมมีอำนาจในการลงโทษพนักงานที่ขาดงานเกินกว่ากฎหมายกำหนดอยู่แล้ว ซึ่งตามกฎหมายแรงงาน หากพนักงานลูกจ้างไม่พอใจ ก็สามารถใช้สิทธิ์ในการร้องเรียนกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือฟ้องร้องต่อศาลแรงงานได้อยู่แล้ว แต่ทำไมถึงไปร้องศูนย์ดำรงธรรม ซึ่งอ้างว่าถูกข่มขู่คุกคาม

นอกจากนี้ เมื่อฝ่ายความมั่นคงรับเรื่อง ก็ต้องตรวจสอบข้อมูลในเชิงลึกให้ถี่ถ้วนเสียก่อนที่จะบุกเข้าไปในโรงแรมจนเกิดเหตุพิพาทขึ้นมา

ทั้งนี้ ยังสงสัยว่าเมื่อมีการร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรมในลักษณะนี้ ทหารเข้าไปพิสูจน์ข้อเท็จจริงแบบเดียวกันกับที่ จ.ภูเก็ต ทุกรายหรือไม่ ดังนั้น การใช้อำนาจตามมาตรา 44 และคำสั่ง คสช. ที่ 13/2557 จึงอาจไม่เป็นธรรมต่อคู่กรณีและไม่เหมาะสมต่อการใช้อำนาจ นายกฯ และหัวหน้า คสช. จึงควรตั้งกรรมการอิสระขึ้นมาตรวจสอบทุกฝ่าย

จะได้มีข้อเท็จจริงอธิบายกับประชาชน

เป็นข้อเสนอที่น่าสนใจ เพื่อให้ความจริงปรากฏ

บทความก่อนหน้านี้คนมองหนัง : “บุพเพสันนิวาส” สายสัมพันธ์ระหว่าง “ทีวี” กับ “ภาพยนตร์”
บทความถัดไปศักยภาพดิจิตอลไทย “ตาม” มากกว่าจะ “นำ”