จีนยกเครื่อง “มารยาททางสังคม” ปูทาง “ความเชื่อถือ” สู่โลก-

“หากจีนต้องการผูกมิตรกับทั่วโลก เราจำเป็นต้องล้างภาพลักษณ์กับพฤติกรรมของชาวจีนเสียใหม่ก่อน” คำกล่าวของประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” ที่ใช้ยึดเหนี่ยวมาโดยตลอด เพื่อมุ่งปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชน และพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้มีบทบาทในเวทีโลกมากขึ้น โดย “ระบบเครดิตทางสังคม” (social credit system) เป็นหนึ่งในนโยบายการเปลี่ยนแปลง เพื่อปรับภาพลักษณ์ชาวจีน

เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ รายงานอ้างคำแถลงจากเว็บไซต์ของหน่วยงานคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน ระบุว่า รัฐบาลจีนมุ่งมั่นใช้ “ระบบเครดิตทางสังคม” อย่างจริงจัง ซึ่งระบบนี้เป็นการให้คะแนนด้านมารยาทและความประพฤติทางสังคมของประชาชน โดยล่าสุดได้เพิ่มมาตรการลงโทษที่เข้มงวดมากขึ้น รวมถึงการพิจารณา “ไม่อนุญาต” ให้ใช้บริการโดยสารเครื่องบินและรถไฟความเร็วสูง (ชั้นธุรกิจ) นานถึง 1 ปี ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้

รายงานข่าวระบุว่า ระบบดังกล่าว ได้เริ่มสร้างและทดลองใช้ตั้งแต่ 3 ปีก่อน แต่เป็นเพียงการทดลองใช้ในบางหน่วยงานและบางพื้นที่เท่านั้น เช่น ผู้ที่เลี่ยงการเสียภาษี หรือการจ่ายเงินค่าประกันสังคมให้แก่รัฐ เป็นต้น ทั้งยังไม่ได้มีบทลงโทษที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันมากนัก

ขณะที่รัฐบาลตั้งเป้าว่าระบบเครดิตทางสังคมนี้ จะใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบทั่วประเทศภายในปี 2020 ซึ่งจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับประชาชนชาวจีน ส่วนกระบวนการของระบบเครดิตทางสังคมก็คือ ประชาชนทุกคนในพื้นที่นำร่องจะถือ “บัตรความน่าเชื่อถือ” (trustworthy card) และมีคะแนนเริ่มต้นอยู่ที่ 100 แต้ม โดยสะสมคะแนนได้สูงสุด 950 คะแนน โดยรัฐบาลจีนจะดูจากกิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน ทั้งนี้ คำจำกัดความของ “ความประพฤติที่ดี” เริ่มตั้งแต่การช่วยเหลือผู้อื่นข้ามถนน การทำงานเพื่อการกุศล หรือแม้แต่การแยกขยะแต่ละประเภท อย่างในเมืองซูโจว ที่ระบุชัดเจนว่าการแยกขยะทุกครั้ง จะสามารถได้รับคะแนนสะสม 6 แต้ม เป็นต้น

ส่วนรางวัลจะขึ้นอยู่กับแต่ละมณฑลหรือเมืองนั้น ๆ เป็นผู้กำหนด เช่น สามารถใช้ห้องออกกำลังกายฟรี, เป็นส่วนลดการใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ รวมถึงระยะเวลาในการรอใช้บริการในโรงพยาบาลที่สั้นลง เป็นต้น ขณะที่พลเมืองผู้ที่มีคะแนนสะสมบัตรอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ ก็ต้องเผชิญกับข้อจำกัดในการเดินทาง การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต สิทธิการเข้าร้านอาหาร รวมถึงการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะที่ยากขึ้นด้วย

นักวิเคราะห์มองว่า ระบบดังกล่าวดูเหมือนเป็นการแทรกแซงและควบคุมพฤติกรรมของชาวจีนมากเกินไป ในสายตาของหลายประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยแบบสุดโต่ง แต่ในทางกลับกัน ประชากรจีนส่วนใหญ่กลับไม่ได้ต่อต้านระบบนี้แต่อย่างใด เหตุผลเพราะสิ่งตอบแทนนั้นจูงใจให้ร่วมกันปรับตัวเป็นคนดี

ตัวอย่างเช่น หากผู้ถือบัตรมีคะแนนตั้งแต่ 600 คะแนนเป็นต้นไป ก็จะมีโอกาสขอสินเชื่อเพื่อซื้อสินค้าออนไลน์ได้สูงถึง 5,000 หยวน หรือหากมีคะแนนถึง 650 แต้มจะสามารถเช่ารถได้โดยไม่ต้องมีค่ามัดจำ ส่วนคะแนนสะสมสูงถึง 700 คะแนน สามารถสมัครไปเที่ยวสิงคโปร์ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีเอกสารประกอบการยื่นคำร้อง และหากคะแนนสูงไปถึง 750 คะแนน คุณจะได้ fast-tracked ในการขอวีซ่ายุโรป เป็นต้น

แชนเนลนิวส์เอเชีย รายงานว่า รองนายกเทศมนตรีของคณะกรรมการพัฒนาการและปฏิรูปแห่งชาติ ยืนยันว่า “เราเชื่อมั่นว่าระบบนี้จะช่วยขัดเกลาคนจีนที่มีพฤติกรรมยอดแย่ได้ ซึ่งปัจจุบันมีประชาชนชาวจีนกว่า 9 ล้านคน ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ซื้อบัตรโดยสารเครื่องบิน และอีกกว่า 3 ล้านคน ถูกปฏิเสธการซื้อตั๋วรถไฟชั้นธุรกิจ เนื่องจากมีคะแนนมารยาทและความประพฤติที่ต่ำเกินไป”

ทั้งนี้ สื่อของเยอรมนีอย่าง “Handelsblatt Global” ระบุว่า ขณะนี้เยอรมนีกำลังให้ความสนใจเกี่ยวกับระบบเครดิตทางสังคมของจีนมากขึ้น โดยเกิร์ด จิเจอเรนเซอร์ จากสถาบันมักซ์ พลังค์ ฝ่ายการพัฒนามนุษย์จากกรุงเบอร์ลิน กล่าวว่า “ในโลกที่ไร้พรมแดนการควบคุมพฤติกรรมมนุษย์ในบางครั้งก็เป็นสิ่งจำเป็น ขณะที่เยอรมนีถือเป็นผู้เปิดกว้างในเรื่องการรับผู้ลี้ภัย ดังนั้น ประชาชนที่อาศัยอยู่ในปัจจุบันจะไม่ใช่แค่กลุ่มคนเยอรมันที่เราคุ้นเคย ความหลากหลายของเชื้อชาติอาจทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศเปลี่ยนไปได้

นักวิเคราะห์จากสถาบันเซี่ยงไฮ้ มองว่า จีนถูกยกระดับให้เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวและนักลงทุนรายใหญ่ของโลก พฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ของกลุ่มคนชาวจีนดั้งเดิม อาจกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าดึงดูดใจต่อการผูกมิตร ในอนาคตมีความเป็นไปได้ที่จะเห็นระบบเครดิตสังคมกลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลักที่เกี่ยวพันกับทุกด้าน แม้แต่การเลือกคู่ครองในการแต่งงาน

บทความก่อนหน้านี้“หม่อมโจ้ รุ่งคุณ กิติยากร” ลูกชาย “อาภัสรา หงสกุล” กับบทบาท “เกษตรกรอินทรีย์”
บทความถัดไปเดินตามดาว : โดยปุสาคโม ประจำวันที่2-8เมษายน2561