‘พญาเสือ’พบกระดูกขาเสือดำ หลักฐานเด็ดมัด’เปรมชัย’

“พญาเสือ”ลงพื้นที่พบท่อนกระดูกขาขวาติดสะโพกเสือดำ หลักฐานชิ้นสำคัญมัด”เปรมชัย” และทีมล่าสัตว์กลางป่าทุ่งใหญ่

จากกรณีนายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี นำกำลังเข้าจับกุมนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเม้นต์ จำกัด(มหาชน) พร้อมพวกรวม 4 คน ขณะตั้งแคมป์ลอบล่าสัตว์ป่าคุ้มครองในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก โดยมีของกลางเป็นซากเสือดำ ซากไก่ฟ้าหลังเทา และซากเก้ง ถูกชำแหละถลกหนัง รวมทั้งปืนไรเฟิล ปืนลูกซอง เครื่องกระสุนจำนวนมากนั้น

เมื่อวันที่ 14 ก.พ. นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าชุดพญาเสือ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช พร้อมเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ได้เดินทางลงพื้นที่ที่เกิดเหตุบริเวณห้วยปะชิ ตำบลชะแล อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ที่นายเปรมชัย กรรณสูต พร้อมพวกรวม 4 คน ได้เดินทางเข้ามาตั้งแคมป์และลักลอบล่าสัตว์ป่า เพื่อค้นหาพยานหลักฐานในคดีเพิ่มเติมเป็นวันที่สองติดต่อกัน
โดยเจ้าหน้าที่ได้วางแผนดำเนินการใน 3 เป้าหมายด้วยกัน คือ 1.พิสูจน์จุดตั้งกล้องดักถ่ายของสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ ซึ่งมีข้อมูลว่า เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2559 ได้ถ่ายเสือดำเพศผู้ไว้นั้นห่างจากจุดที่มีการชำแหละซาก เพียง 100 เมตร และพิจารณาว่าจะใช่ตัวเดียวกันหรือไม่ และอยู่จุดไหน 2.ค้นหาแนววิถีกระสุนปืนลูกซอง ที่ใช้ยิงเสือดำ และค้นหาร่องรอยที่เป็นแนวและเชื่อมโยงไปหาจุดยิง 3.ค้นหากระดูกสะโพกขวา ขาหลัง ซึ่งเบื้องต้นสันนิษฐานว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาอาจจะกินหมดไปแล้ว แล้วขวางทิ้ง ขณะที่เจ้าหน้าที่ตรวจค้นว่าอยู่จุดใด หรืออาจจะโยนลงน้ำ หรือ ขว้างไปอีกฝั่งของลำห้วย จึงได้จัดหาสน๊อกเกอร์ที่ดำน้ำมองใต้น้ำได้ เพื่อเป็นหลักฐานประกอบและเป็นวัตถุพยานสำคัญชิ้นหนึ่ง

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้แยกย้ายกันค้นหาและแบ่งงานกันทำเพื่อแข่งกับเวลา จนแต่ละที่สามารถตรวจค้นได้ตามเป้าหมายดังนี้ จุดที่ 1 พบจุดที่สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ ได้ติดตั้งกล้องดักถ่ายสัตว์ป่าไว้ตรงกับพิกัดที่แจ้งไว้ และที่สำคัญจุดนั้นได้เปรียบเทียบลักษณะสิ่งแวดล้อมทั่วไปในองค์ประกอบด้วย เช่น ต้นไม้ที่ติดตั้ง ต้นไม้ที่อยู่ข้างเคียง จนครบองค์ประกอบทั้งสองมุมกล้อง จึงได้บันทึกและตรวจสอบว่ามีจุดห่างจากจุดชำแหละเสือดำจริง เพียงแค่หนึ่ง 100 เมตร และที่สามารถยืนยันข้อเปรียบเทียบสันนิษฐานเบื้องต้นได้ก่อนว่า เสือดำตัวที่กล้องดักถ่ายได้นั้น อาจเป็นตัวเดียวกัน จากข้อมูลงานวิจัยสามารถยืนยันได้ว่า เสือดำตัวผู้จะมีพื้นที่หากิน ประมาณ 40 ตารางกิโลเมตร +- 7 ตร.กม. จะดูแลตัวเมีย 2-3 ตัว และจะมีอาณาเขตปกครอง สัตว์ป่าหรือเสือดำตัวอื่นไม่สามารถเข้ามาได้ และที่กล้องดักถ่ายถ่ายภาพได้นั้นเป็นตัวผู้ ซึ่งอาจเป็นตัวเดียวกันกับตัวที่ถูกยิงแล้วชำแหละ ในจุดที่ห่างเพียง 100 เมตร ซึ่งทางกองพิสูจน์หลักฐานกำลังตรวจหา และจะรู้ว่าเป็นเพศใด

เบื้องต้นทีมงานหน่วยพญาเสือดูจากหนังที่ชำแหละแล้วว่ามีโอกาสเป็นเสือตัวผู้ 90% ถ้าพิสูจน์ดีเอ็นเอแล้วว่าเป็นตัวผู้ ก็สามารถชี้ได้ทันทีว่า เป็นตัวเดียวกัน และที่เป็นข้อสังเกตว่าพรานที่มาล่าและตั้งใจนำปืน 3 กระบอก มีด 6 เล่ม แต่ละเล่มใช้แตกต่างกัน กรณีนี้ 1 ใน 4 ผู้ถูกกล่าวหานั้นต้องรู้และเคยเข้ามาและเห็นเสือดำตัวนี้ชอบเดินอยู่บริเวณนั้น จึงมีเจตนาเข้ามาล่าและตั้งแคมป์บริเวณนั้น ซึ่งถือว่าจงใจ
2.เจ้าหน้าที่ชุดที่สอง ค้นหาแนวกระสุน พบร่องรอยการฉีกขาดของเปลือกไม้ 2 จุด ที่หิน 1 จุด รวม 3 จุด ตรงตามแนวจุดสลัดปอกกระสุนปืนลูกซองเบอร์ 12 ที่ตกอยู่บนถนน ตามที่เก็บเป็นหลักฐานไว้แล้ว ขณะเดียวกันพบจุดที่เสือดำถูกยิง พบขนที่ขาดจากการกระแทกของแรงกระสุน ขนหลุดเป็นกระจุก ห่างจากจุดที่เชื่อว่าเสือนั่งอยู่เพียง 1 เมตร และจุดที่ยืนยิง ห่างประมาณ 14 เมตร ส่วนกระสุนที่กระจายบานออกไปกระทบกิ่งของเถาสะแกวัลย์ 1 เม็ด ซึ่งอีกเม็ดหนึ่งไปกระทบหิน เป็นมุมเดียวกัน

ส่วนกระสุนปืน อีกเม็ดหนึ่งมีมุมเฉียงองศาออกไป เหมือนคนที่ยิงวิ่งเฉียงออกไปทางด้านซ้ายไม่มากประมาณเดินออกไปทางซ้าย 6-7 ก้าว แล้ววิ่งไปยิงซ้ำ กระสุนเม็ดนี้ไปกระทบต้นไม้ที่ยืนต้นตาย เปลือกแข็งมีรอยฉีกชัดเจน ส่วนเม็ดตะกั่วนั้นหาไม่เจอ ต้องให้หน่วยกองพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบแนวกระสุนอีกครั้ง
ข้อสังเกต จุดนี้แสดงว่าเสือดำตัวนี้ต้องเชื่องมากและคุ้นกับคน จนไม่หลบหนี หรือเชื่อว่าคนไม่ทำร้ายมัน ในข้อสันนิษฐานเบื้องต้น เชื่อว่าเสือดำถูกยิงไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง และรูกระสุนที่สามารถเอาปลายหลอดแยงเข้าไปได้แสดงว่า น่าจะเป็นกระสุนคนละชนิด และอาจเป็นคนละคนที่เข้าไปยิงซ้ำ แต่เบื้องต้น พนักงานสอบสวนนำชิ้นเนื้อไปสแกนหาหัวกระสุนในชิ้นเนื้อว่าจะอยู่หรือไม่ หรืออาจจะทะลุลำตัวไป

คณะเจ้าหน้าที่ยังได้ค้นหาเลือดจุดที่เสือเสียชีวิตอีกด้วย และสันนิษฐานจุดที่ชำแหละ ชุดที่เข้ามาล่าเมื่อยิงแล้ว มายิงซ้ำ และนำภาชนะ เช่น ผ้าใบ ผ้ายาง หรือผ้าขนาดที่ใส่หอหุ้มตัวเสือได้นำมารองและช่วยกันยกไม่น้อยกว่า 2 คน ซึ่งเสือตัวนี้ วันที่ 4 เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ฯ ค้นเจอเครื่องในเสือดำ (ทราบภายหลัง) ตรงจุดใกล้ๆ นี้ เครื่องในเสือดำ มีน้ำหนักถึง 17 กก. ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับน้ำหนักตัว ประมาณ 1 ใน 3 ฉะนั้นเสือดำตัวนี้ จะมีน้ำหนัก ประมาณ 45 – 50 กก. จึงต้องใช้ 2 คนยก มาชำแหละ เมื่อชำแหละแล้วนำเกลือปนมาคลุกเพื่อรักษาหนัง รักษาอายุของหนังให้คงทนขึ้นอีก โดยใช้เกลือจำนวน 2 ถุงแล้วนำเนื้อเสือดำทั้งหมดกลับไปที่พัก ส่วนเครื่องในทิ้งไว้ข้างจุดชำแหละ

ขั้นตอนต่อไป คณะเจ้าหน้าที่จะทำแผนที่และภาพประกอบพร้อมทั้งภาพเคลื่อนที่ ทำบันทึกส่ง พนักงานสอบสวน เพื่อให้กองพิสูจน์หลักฐานเข้ามาตรวจแนววิถีกระสุน และค้นหาเม็ดกระสุนอีกครั้ง

3.การค้นหาวัตถุพยานอื่นๆ ข้างเต้นท์พัก และที่สันนิษฐานว่า ขาขวาหลังซึ่งเป็นส่วนที่เป็นเนื้อสะโพกนั่น หายไปหนึ่งขา น่าจะถูกกินไปแล้วนั้น กระดูกจะต้องทิ้งไว้หรือขว้างลงน้ำ จึงได้ให้เจ้าหน้าที่งมหาวัตถุพยานทุกชนิดในน้ำ ขณะที่เจ้าหน้าที่ดำน้ำค้นหา ประมาณ 20 นาที ก็พบชิ้นส่วนเป็นลำไส้ใหญ่ แต่ยังไม่สามารถชี้ชัดว่าเป็นชิ้นส่วนของสัตว์ชนิดใด ส่วนนี้จึงต้องส่งไปพิสูจน์ต่อไป

ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ได้พบ กระดูกชิ้นสะโพกติดกับเชิงกราน เบื้องต้นเชื่อว่าเป็นกระดูกของเสือดำตัวดังกล่าว และใกล้กันยังพบกระดูกอีกชิ้นเป็นกระดูกขาที่ต่อกันได้ เป็นขาขวาสะโพกหลังพอดี และได้นำขึ้นมาจากน้ำ นำมาประกอบอีกครั้ง จึงมั่นใจว่า หลักฐานที่ได้มาทั้งสองวันนี้เป็นหลักฐานสำคัญ และเป็นหลักฐานที่ใช้ประกอบในหลักวิทยาศาสตร์ได้เป็นอย่างดี

ซึ่งพยานหลักฐานที่ค้นพบในครั้งนี้ทั้งหมดคณะเจ้าหน้าที่ได้ทำบันทึกนำส่งมอบวัตถุพยานที่สำคัญให้กับพนักงานสอบสวน สภ.ทองผาภูมิ เพื่อนำส่งตรวจหาหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ และเป็นพยานหลักฐานในคดีต่อไป