วันที่ ยุโรปเลี้ยวขวา? ทำไมพรรคฝ่ายซ้ายกลาง พลิกชนะเลือกตั้งถล่มทลายในอังกฤษ

……

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า พรรคเลเบอร์หรือพรรคแรงงาน เป็นฝ่ายกำชัยในศึกการเลือกตั้งทั่วไปของอังกฤษ

สามารถโค่นพรรคตคอนเซอร์เวทิฟ หรือพรรคอนุรักษนิยมภายใต้การนำของ นายกฯ ริชี่ ซูแน็ก ลงได้ นับเป็นชัยชนะที่ค่อนข้างสร้างความประหลาดใจให้กับโลกพอสมควร

เนื่องจากพรรคอนุรักษนิยมชนะเลือกตั้งในอังกฤษ และครองอำนาจฝ่ายบริหารมาอย่างยาวนาน

การชนะเลือกตั้งของพรรคฝ่ายซ้ายอย่างพรรคเลเบอร์จึงน่าสนใจว่า คนอังกฤษคิดอะไร จึงมีเจตจำนงค์ทางการเมืองเช่นนี้

CNN  ออกบทวิเคราะห์ชัยชนะครั้งนี้ของพรรคฝ่ายซ้ายในอังกฤษ โดย ระบุว่า เป็นชัยชนะทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะที่ประเทศในยุโรปส่วนใหญ่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของแนวคิดทางการเมืองแบบขวา

เรียกอีกอย่างได้ว่า ขณะนี้กระแสประชานิยมฝ่ายขวากำลังพีคสุดๆ ในยุโรป

ดูจากการเลือกตั้งในรัฐสภายุโรปช่วงเดือนที่ผ่านมา สมาชิกสภานิติบัญัติจำนวนมากล้วนมาจากพรรคฝ่ายขวา กระทั่งขวาจัด (hard-right and far-right parties)

ผลการเลือกตั้งดังกล่าวสร้างความกังวลอย่างมาก จนประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ต้องยุบสภาให้มีการเลือกตั้งรัฐสภาใหม่ เพราะแพ้ศึกเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภายุโรปนั่นเอง

แล้วก็เป็นไปตามคาด ล่าสุดพรรคขวาจัดคว้าชัยเลือกตั้งฝรั่งเศสรอบแรก

หรือจะไปดูที่เนเธอแลนด์ที่กำลังมีการจัดตั้งรัฐบาลอยู่ในขณะนี้ก็เป็นรัฐบาลของผู้นิยมทางการเมืองแบบขวา

เช่นเดียวกับที่อิตาลี ที่ขณะนี้ก็ถูกนำโดยผู้นำฝ่ายที่มีแนวคิดขวามากที่สุดนับตั้งแต่การปกครองของเบนิโต มุสโสลินี ผู้นำในช่วงสงครามฟาสซิสต์

ชัยชนะในการเลือกตั้งเหล่านี้ ทำให้โอกาสที่กระแสประชานิยม “ฝ่ายขวา” จะครองอำนาจไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจในประเทศยุโรปอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม กระแสประชานิยมฝ่ายขวา ที่พุ่งขึ้นประเทศต่างๆในยุโปร ก็มีปัจจัยแตกต่างกันออกไปบ้างในแต่ละประเทศ แต่โดยภาพรวม สาเหตุหลักๆเกิดจาก ประเทศในยุโรปจำนวนหนึ่งกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา การอพยพย้ายถิ่นฐานที่สูง

ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นมาก ที่ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการผลักดันแนวคิดคาร์บอนเป็นศูนย์ ซึ่งสหภาพยุโรป ที่มีบทบาทผลักดันแนวคิดดังกล่าวจึงมักถูกนักการเมืองประชานิยมฝ่ายขวาตำหนิว่าเป็นต้นตอของปัญหา

แต่น่าสนใจว่าแล้วเหตุใด อังกฤษซึ่งครั้งหนึ่งเคยโหวตถอนออกจากสหภาพยุโรป กลับมีผลการเลือกตั้งล่าสุดที่สวนทางกลับแนวโน้มนี้

แน่นอนว่า แม้พรรคแรงงานจะชนะแบบแลนด์สไลด์ แต่พรรคปีกขวาของอังกฤษอย่างพรรคอนุรักษ์ก็ไม่ได้ถึงกับสูญพันธุ์ ยังได้รับการเลือกตั้งมากกว่าความคาดหมายของการสำรวจความคิดเห็นหลายรายการในระหว่างการหาเสียง ที่บางรายการชี้ว่าพรรคอนุรักษนิยมอาจได้ที่นั่งต่ำกว่าร้อยที่นั่ง

พรรคปีกขวาอีกพรรคที่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งก็คือ กลุ่มปฏิรูปปีกขวาประชานิยมในอังกฤษ ซึ่งนำโดยไนเจล ฟาราจ ผู้นำของพรรคเบร็กซิตตั้งแต่ปี ค.ศ. 2019 ซึ่งมีความสัมพันธ์อันดียิ่งกับอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ โดยแม้จะได้ที่นั่งไม่มาก แต่ว่าการทำการเมืองของ ไนเจล ฟาราจ ก็จะสร้างความว้าวุ่นให้พรรคพรรคแรงงานในฐานะพรรครัฐบาลไม่น้อยในอนาคต

นอกจากนี้ ไนเจล ฟาราจ อาจจะถือเป็นหอกคนสำคัญในการอภิปรายพรรคเลเบอร์ต่อจากนี้ ซึ่งนั่นอาจทำให้ทิศทางของพรรคอนุรักษนิยมอาจมีแนวโน้มไปทางกลุ่มปฏิรูปปีกขวาประชานิยมในอังกฤษ ซึ่งนำโดยไนเจล ฟาราจ นั่นเอง

ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า ระบบการคิดคะแนนจากผลการเลือกตั้งระบบอังกฤษ เป็นระบบที่ค่อนข้างน่าสับสน แปลกๆ เข้าใจได้ยาก

เพราะ เปอร์เซ็นต์ของคะแนนเสียงที่พรรคได้รับไม่จำเป็นต้องแปลเป็นที่นั่ง ทุกที่นั่งจะได้รับการตัดสินเป็นรายบุคคล ผู้ชนะคือผู้สมัครที่มีคะแนนเสียงมากที่สุด ซึ่งมักจะน้อยกว่า 50%

พรรคแรงงานของเคียร์ สตาร์เมอร์ได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย ซึ่งได้ที่นั่ง 411 ที่นั่งจากทั้งหมด 650 ที่นั่ง (65 เปอร์เซ็นต์) ในสภา แต่จริงๆ แล้วได้รับคะแนนเสียงเพียง 34 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ในทางกลับกัน พรรค Reform UK ซึ่งเป็นพรรคขวาจัดที่รณรงค์ในประเด็นต่างๆ เช่น การย้ายถิ่นฐาน ได้รับคะแนนเสียง 14 เปอร์เซ็นต์จนถึงขณะนี้ แต่มีเพียง 4 ที่นั่ง หรือ 0.6 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด พรรคอนุรักษ์นิยมได้รับคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย – ประมาณ 24 เปอร์เซ็นต์ – แต่ได้ 119 ที่นั่ง (18 เปอร์เซ็นต์ของที่นั่ง) – ซึ่งแตกต่างอย่างมาก

เพราะอังกฤษ ใช้ระบบการลงคะแนนเสียงข้างมากที่เรียกว่า “First-past-the-post” ซึ่งทำงานแตกต่างจากระบบการแสดงสัดส่วนแบบต่างๆ ที่ใช้ในประเทศอื่นๆ จำนวนมาก

ทั้งนี้การเลือกตั้งทั่วไป มีเขตเลือกตั้ง 650 เขตทั่วอังกฤษ สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งเป็นสี่ประเทศในสหราชอาณาจักร

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในแต่ละเขตเลือกตั้งจะเลือกหนึ่งตัวเลือกจากรายชื่อผู้สมัคร และหลังจากนับคะแนนแล้ว ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดจะได้ที่นั่งในสภา

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพตามทฤษฎี ก็คือ หากพรรคการเมือง A ชนะเลือกตั้งแบบเขต ด้วยคะแนน 51% ในทุกๆเขต กับพรรค B ที่ได้คะแนน 49% ในทุกๆเขต ผลลัพท์ก็คือ พรรค A จะได้เก้าอี้ สส. 100% พรรค B ไม่ได้เลย

พรรคที่มีที่นั่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งหมด 650 ที่นั่ง (326 ที่นั่ง) จะจัดตั้งรัฐบาลโดยไม่จำเป็นต้องมีพันธมิตรกับพรรคใด ไม่ว่าพรรคอื่นๆ จะทำได้ดีแค่ไหนก็ตาม พรรคที่มีที่นั่งมากเป็นอันดับสองจะเป็นฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการ

หากไม่มีพรรคใดชนะได้ 326 ที่นั่ง พรรคที่ได้ที่นั่งมากที่สุดอาจตกลงจัดตั้งแนวร่วมกับพรรคอื่นได้

แน่นอนว่า การที่ พรรคการเมืองที่คะแนนนิยมไม่น้อยกว่า 10 – 20 % แต่กลับได้รับเก้าอี้ สส. น้อยมาก จึ้งเกิดขึ้นบ่อยครั้งในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งของอังกฤษที่ผ่านมา