“พรรคแรงงาน” แลนด์สไลด์ ชนะเลือกตั้งอังกฤษ “พรรคอนุรักษนิยม”แพ้ยับ รอบ 14 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานความคืบหน้าการเลือกตั้งทั่วไปของสหราชอาณาจักร  โดยเป็นที่แน่นอนแล้วว่า พรรคแรงงานได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งทั่วไปของสหราชอาณาจักร – และ เคียร์ สตาร์เมอร์ จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอังกฤษ

“การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นขึ้นแล้ว” สตาร์เมอร์กล่าว หลังทราบผลเป็นที่แน่นอนว่าพรรคแรงงานของเขาได้รับการชนะเลือกตั้ง

ทั้งนี้ ณ เวลา 13.00 น. ของวันที่ 5 ก.ค. ตามเวลาในไทย  พรรคแรงงานได้รับที่นั่งมากกว่า 405 ที่นั่งจากทั้งหมด 650 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร ได้เพิ่มมา 205 ที่นั่ง  – พรรคอนุรักษ์นิยมอยู่ที่ 112 ที่นั่ง ลดลงจากเดิม 241 ที่นั่ง ขณะที่พรรค  Lib Dems ก็กวาดเก้าอี้ได้เพิ่มหลายเท่าตัวจากการเลือกตั้งครั้งก่อนคือ 69 ที่นั่ง ในขณะที่ SNP สูญเสียที่นั่งส่วนใหญ่ ได้เพียง 8 ที่นั่ง ลดจากเดิม  38 ทีี่นั่ง

โดย ริชี ซูแน็ก นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ต่อพรรคแรงงาน

“ผมขอรับผิดชอบต่อความพ่ายแพ้นี้ …วันนี้ อำนาจจะเปลี่ยนผ่านอย่างสันติ และเป็นระเบียบเรียบร้อยด้วยความหวังดีจากทุกฝ่าย” ซูแน็ก กล่าว ขณะที่พรรคกำลังมุ่งหน้าไปสู่ความพ่ายแพ้ครั้งประวัติศาสตร์ให้กับพรรคแรงงาน

สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า พรรคแรงงาน (Labour Party) ชนะ เลือกตั้งอังกฤษ 2567 ไปอย่างถล่มทลาย และครองเสียงข้างมากในสภา อีกทั้งเป็นการปิดฉากการครองอำนาจอันยาวนาน 14 ปี ของพรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative Party)  เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ (Sir Keir Starmer) หัวหน้าพรรคแรงงาน จึงเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษคนใหม่อย่างแน่นอนแล้ว

 

ว่าที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษคนใหม่

สำหรับ  เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ ว่าที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษคนใหม่ และ หัวหน้าพรรคแรงงาน เกิดที่กรุงลอนดอนเมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2505 ในครอบครัวชนชั้นแรงงาน โดยบิดาของเขาทำงานเป็นช่าง และสนับสนุนพรรคแรงงาน เซอร์สตาร์เมอร์จบการศึกคณะนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยลีดส์ ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เมื่อปี 2528 และได้ประกาศนียบัตรบัณฑิตศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ เซนต์ เอ็ดมันด์ ฮอลล์ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ในปี 2527 จากนั้นได้เริ่มต้นอาชีพทนายความ

เซอร์สตาร์เมอร์มีความสนใจการเมืองตั้งแต่อายุยังน้อย และเริ่มต้นมีบทบาททางการเมืองตอนอายุ 16 ปี ด้วยการเข้าร่วมปีกเยาวชน Young Socialists ของพรรคแรงงาน และระหว่างเรียนมหาวิทยาลัย ก็ได้เข้าร่วมสโมสรของพรรคแรงงานด้วย

ระหว่างที่ทำงานเป็นทนายความ เซอร์สตาร์เมอร์ได้รับตำแหน่งที่ปรึกษาด้านสิทธิมนุษยชนของคณะกรรมการตำรวจแห่งไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งประสบการณ์ที่นั่นส่งอิทธิพลอย่างมากต่อการหันเหเข้าสู่อาชีพนักการเมือง

เซอร์สตาร์เมอร์ ได้รับการเลือกเข้าเป็นแคนดิเดตของพรรคแรงงานในการลงเลือกตั้งสมาชิกสภาในเขตเลือกตั้งฮอลบอร์นและเซนต์แพนคราส ซึ่งเขาชนะการเลือกตั้งในปี 2558 โดยในปี 2559 ระหว่างที่ยังเป็นสมาชิกสภาที่ไม่ได้มีชื่อเสียง (backbencher) เซอร์สตาร์เมอร์สนับสนุนแคมเปญ Britain Stronger in Europe ซึ่งมีจุดมุ่งหมายคัดค้านการแยกตัวจากสหภาพยุโรป หรือ Brexit

แม้ว่าจะได้รับแต่งตั้งเข้าคณะรัฐมนตรีเงา เซอร์สตาร์เมอร์ได้ลาออกเพื่อแสดงจุดยืนต่อต้าน นายเจเรมี คอร์บิน หัวหน้าพรรคแรงงานในขณะนั้น เขายังได้เสนอให้มีการลงประชามติ Brexit อีกครั้ง ซึ่งเขาได้แสดงจุดยืนที่จะให้สหราชอาณาจักรอยู่ในสหภาพยุโรปต่อไป และในปี 2563 เซอร์สตาร์เมอร์ ชนะการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคแรงงาน

 

สายปฏิบัตินิยมและหัวก้าวหน้า

ในฐานะหัวหน้าพรรค เซอร์ได้ปรับตำแหน่งพรรคให้เข้าสู่การเมืองสายกลางมากขึ้น และมุ่งเน้นไปที่ขจัดแนวคิดต่อต้านยิวภายในพรรค ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่ในช่วงที่นายคอร์บินเป็นหัวหน้าพรรค แม้นักวิจารณ์ก็โต้แย้งว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ยุติธรรมกับสมาชิกพรรคที่เป็นฝ่ายซ้าย แต่ผู้สนับสนุนก็ยกย่องชื่นชมเซอร์สตาร์เมอร์ในฐานะนักปฏิรูปและความพยายามในการปรับปรุงความน่าเชื่อถือของพรรคแรงงาน

ความเป็นผู้นำของเขาทำให้พรรคแรงงานรักษาความเป็นจุดยืนที่แข็งแกร่งในการสำรวจความคิดเห็นและได้รับชัยชนะอย่างล้นหลามในการเลือกตั้งท้องถิ่น และในปี 2567 เซอร์สตาร์เมอร์เป็นตัวแทนพรรคแรงงานในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2567 ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลจากพรรคอนุรักษ์นิยมที่ครองอำนาจมา 14 ปี

เซอร์สตาร์เมอร์ไม่ใช่นักการเมืองที่มีความแข็งกร้าว แต่ค่อนข้างไปทางสายปฏิบัตินิยมและหัวก้าวหน้า เขามุ่งเน้นไปที่งานด้านนโยบายโดยละเอียดเสมอ ซึ่งสอดคล้องกับภูมิหลังของเขาในด้านกฎหมายและการบริการสาธารณะ แต่ในขณะเดียวกันก็ถูกมองว่าระมัดระวังมากไป และค่อนข้างขาดความแน่นอน ถึงมักถูกโจมตีเป็นจุดอ่อนว่าเขาอาจขาดการตัดสินใจที่เด็ดขาดในช่วงเวลาสำคัญ

อย่างไรก็ตาม เซอร์สตาร์เมอร์ นั้นก็มีบุคลิกที่จริงจังและมืออาชีพ และเตรียมความพร้อมมาดีเสมอ โดยเฉพาะในการอภิปรายในสภา โดยในเดือนต.ค. 2565 เซอร์สตาร์เมอร์กล่าวโจมตีนางลิซ ทรัสส์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นว่าทำให้เศรษฐกิจอังกฤษพังพินาศ ประชาชนเดือดร้อนกันถ้วนหน้าจากนโยบายภาษีของเธอ

เซอร์สตาร์เมอร์ชี้ว่า ความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจของพรรคอนุรักษ์นิยมไม่เหลืออยู่แล้ว และตั้งคำถามว่าทำไมเธอถึงกล้าอยู่ในตำแหน่งต่อ ซึ่งนางทรัสส์กล่าวว่า “ฉันเป็นนักสู้ ไม่ใช่คนที่จะลาออก” ทว่าในวันถัดมา เธอก็ได้ประกาศลาออก ส่งผลให้เป็นนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งสั้นที่สุดในประวัติศาสตร์

ภายใต้การนำของเซอร์สตาร์เมอร์ พรรคแรงงานมุ่งเน้นไปที่เศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้น และจุดยืนที่เข้มงวดมากขึ้นในเรื่องอาชญากรรม ไปพร้อม ๆ กับการเริ่มสนับสนุนนโยบายสังคมนิยม เซอร์สตาร์เมอร์ได้ปรับจุดยืนเนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 การรุกรานยูเครนโดยรัสเซีย และวิกฤตเศรษฐกิจ แม้จะมีการวิพากษ์วิจารณ์ แต่เขายืนยันว่านโยบายเหล่านี้ยังคงมีความสำคัญ

เซอร์สตาร์เมอร์สนับสนุนการสร้าง Great British Energy เพื่อส่งเสริมพลังงานสะอาด โดยเสนอ “ภารกิจระดับชาติ” 5 ภารกิจสำหรับการเลือกตั้งอังกฤษ 2567 โดยมุ่งเน้นไปที่การเติบโตทางเศรษฐกิจ พลังงานสะอาด การปฏิรูปและการดูแลด้านสุขภาพ การปรับปรุงระบบยุติธรรม และการปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปรัฐธรรมนูญ รวมถึงการยกเลิกสภาขุนนางและยกระดับความสำคัญของสภาท้องถิ่น

 

นโยบายพรรคแรงงานว่าที่รัฐบาลอังกฤษ

 

สำหรับ นโยบายพรรคแรงงาน ว่าที่รัฐบาลอังกฤษ

สำนักข่าวเอเอฟพีรวบรวมนโยบายสำคัญของพรรคแรงงานไว้ดังนี้

– พรรคแรงงานประกาศว่าจะปฏิบัติตามระเบียบการคลังสหราชอาณาจักร ไม่ขึ้นภาษีเงินได้, เงินสมทบประกันสังคม และภาษีมูลค่าเพิ่ม แม้ผู้นำระดับสูงยังไม่ตัดประเด็นการขึ้นภาษีชนิดอื่น แต่ทั้งหมดที่กล่าวมาได้จำกัดขอบข่ายการเพิ่มการใช้จ่ายสาธารณะของพรรค

นอกจากนี้พรรคยังปิดความเหลื่อมล้ำด้วยการปรับปรุงเศรษฐกิจ เลิกยกเว้นภาษีให้กับผู้มีถิ่นพำนักที่ไม่มีภูมิลำเนาในสหราชอาณาจักร ลดการเลี่ยงภาษี เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าธรรมเนียมโรงเรียนเอกชน มีแผนใช้ภาษีที่เก็บจากบริษัทพลังงานและการกู้ยืมมาเป็นเงินทุนสำหรับ “แผนการความมั่งคั่งสีเขียว”

นโยบาย การดูแลสุขภาพ บ่อยครั้งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งของสหราชอาณาจักรให้ความสำคัญสูงสุดกับเรื่องนี้ ปัจจุบันระบบดูแลสุขภาพแห่งชาติ (เอ็นเอชเอส) ที่ให้บริการฟรีงบประมาณตึงตัวเต็มที ประชาชนรอคิว 7.5 ล้านคนช่วงโควิด ทั้งยังมีปัญหาขาดแคลนเจ้าหน้าที่และเจ้าหน้าที่ประท้วง

พรรคแรงงานจะส่งนัดหมายเข้ารับบริการเอ็นเอชเอสเพิ่มอีก 2 ล้านรายการต่อปี เพื่อเคลียร์ตัวเลขตกค้าง โดยจ่ายค่าล่วงเวลาให้กับพนักงานที่ทำงานพิเศษช่วงเย็นและวันหยุดสุดสัปดาห์ พร้อมทั้งนำเจ้าหน้าที่จากผู้ให้บริการเอกชนมาเสริม รวมถึงการเพิ่มจำนวนเครื่องเอ็มอาร์ไอและซีทีสแกนของเอ็นเอชเอสเป็นสองเท่า

กรณี การเข้าเมือง เคียร์ สตาร์เมอร์ หัวหน้าพรรคแรงงาน ประกาศว่า จะส่งเจ้าหน้าที่สอบสวนพิเศษ “ทลาย” แก๊งลักลอบขนคนเข้าเมือง ที่ทำให้การอพยพเข้าสหราชอาณาจักรมากผิดปกติ,ทำให้กระบวนการขอพักพิงเร็วขึ้นเพื่อระบายตัวเลขคงค้าง ส่วนคนที่ขอแล้วไม่ผ่านจะส่งไปยังประเทศปลอดภัย,รับปากยกเลิกแผนของพรรคอนุรักษนิยมที่จะส่งผู้แสวงหาที่พักพิงไปรวันดา

อย่างไรก็ตาม ริชี ซูแน็ก หัวหน้าพรรคอนุรักษนิยมเคยแย้งระหว่างดีเบตกับสตาร์เมอร์ว่า เขาจะจูงใจให้ผู้นำตาลีบันอัฟกานิสถานและผู้นำอิหร่านรับคนเหล่านี้กลับประเทศได้หรือไม่

ส่วนเรื่องพลังงาน เพื่อเป็นการป้องกันสหราชอาณาจักรพ้นแรงกระแทกจากตลาดพลังงานโลก อย่างที่เคยเกิดขึ้นช่วงรัสเซียรุกรานยูเครน และเพื่อบรรลุเป้าหมายสภาพอากาศ พรรคแรงงานมีแผนตั้ง“Great British Energy”บริษัทพลังงานแห่งใหม่ที่สาธารณชนเป็นเจ้าของ

“รัฐบาลพรรคแรงงานจะนำภาษีส่วนหนึ่งที่ได้จากบริษัทน้ำมันและก๊าซรายใหญ่มาลงทุนในพลังงานสะอาดภายในประเทศ ลดค่าไฟ สร้างงาน และทำให้เรามีอิสระจากเผด็จการอย่าง (ประธานาธิบดีวลาดิมีร์) ปูติน (ของรัสเซีย)”

ด้าน การศึกษา โรงเรียนเอกชนต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มค่าธรรมเนียมการศึกษา นำรายได้ “มาปรับปรุงมาตรฐานโรงเรียนรัฐที่ขาดแคลนครู” และช่วย “ทลายอุปสรรคขัดขวางโอกาส”

ด้าน สภาพแวดล้อม  สตาร์เมอร์ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนของระบบสายส่งไฟฟ้าสหราชอาณาจักรภายในปี 2573 และพรรคจะไม่อนุมัติโครงการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซโครงการใหม่ในทะเลเหนือ สกัดการให้โบนัสผู้บริหารบริษัทน้ำประปาถ้าบริษัทของพวกเขาทำลายสิ่งแวดล้อม

ด้าน การคมนาคม ระบบรถไฟถูกร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง พรรคแรงงานจะสร้างองค์กรสาธารณะ  Great British Railways ขึ้นมาทำหน้าที่ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและการบริการรถไฟ

ส่วนเรื่อง สิทธิแรงงาน เปลี่ยนวิธีการคำนวณค่าจ้างขั้นต่ำด้วยการนำค่าครองชีพมาพิจารณาด้วยเริ่มต้นจ้างงานด้วยการทำงานแบบยืดหยุ่นได้ ห้าม “สัญญาจ้างงานแบบไม่กำหนดชั่วโมงทำงาน” ซึ่งนายจ้างไม่มีภาระผูกพันต้องกำหนดชั่วโมงการทำงานขั้นต่ำ และคนงานไม่มีภาระผูกพันต้องยอมรับงานใดๆ ที่เสนอมา