ธำรงศักดิ์ ชี้ชาญชนะด้วยปัจจัยฐานของตนเองเป็นสำคัญ มากกว่ากระแสนิยมทักษิณ-ความช่วยเหลือบ้านใหญ่ และยิ่งคนมาเลือกตั้งน้อย

เลือกตั้ง นายก อบจ. ปทุมธานี 2567 : ชาญชนะด้วยปัจจัยฐานของตนเองเป็นสำคัญ มากกว่ากระแสนิยมทักษิณและความช่วยเหลือของเหล่าบ้านใหญ่ ทว่ายิ่งคนมาเลือกตั้งน้อย คำรณวิทย์ก็ยิ่งแพ้

วิเคราะห์โดย รศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ ผู้อำนวยการหลักสูตรรัฐศาสตร์ ปอโท ม.รังสิต แห่ง “อาจารย์ธำรงศักดิ์โพล” (หมายเหตุ : ทัศนะจากงานวิเคราะห์นี้ไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันการศึกษาใดๆ ทั้งสิ้น)

หากพิจารณาเส้นทางการเมืองของนายชาญ พวงเพ็ชร์ อายุ 62 ปี ที่ไต่บนเส้นทางการเมืองแบบนักการเมืองรุ่นเก๋า จากผู้ใหญ่บ้าน ขึ้นเป็นกำนันที่อำเภอสามโคก แล้วผงาดเป็นนายก อบจ. ปทุมธานี ตั้งแต่ปี 2547 เรื่อยมาต่อเนื่องเลือกตั้งปี 2551 และปี 2555 ได้คงอยู่ในตำแหน่งผ่านยุค คสช. จนถูกล้มในการเลือกตั้ง นายก อบจ. ปี 2563 โดย พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อายุ 70 ปี อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล

เกือบสองทศวรรษนั้น คนปทุมเคยเชื่อว่าไม่มีใครจะล้มนายกชาญได้ เพราะชาญคือบ้านใหญ่ตลอดกาล แต่ชาญก็ล้มลงเพราะกระแสการเมืองใหม่ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงในระดับชาติ

เมื่อพิจารณาฐานคะแนนของชาญ ในรอบสิบปีที่ผ่านมา ชาญมีฐานคะแนนค่อนข้างคงที่ระดับ 2 แสนคะแนน เลือกตั้งนายก อบจ. ปี 2555 ชาญได้ 2.14 แสนคะแนน เลือกตั้งปี 2563 ชาญได้ 2.22 แสนคะแนน เลือกตั้งปี 2567 ที่เพิ่งผ่านไป ชาญได้ 2.03 แสนคะแนน

คะแนนเสียงที่ชาญได้รับในการเลือกตั้งนายก อบจ. เมื่อ 30 มิถุนายน 2567 ครั้งนี้ พิจารณาได้ว่าคือคะแนนซ้อนทับกันหรือกลุ่มเดียวกันที่เหล่าบ้านใหญ่ลงสนามเลือกตั้ง สส. เขตทั้ง 7 เขตของปทุมธานีได้รับในการเลือกตั้งเมื่อพฤษภาคม 2566 คือ 2.02 แสนเสียง ดังนั้น เห็นได้ชัดว่า กระแสทักษิณ และการบอกให้เหล่าบ้านใหญ่ในปทุมสนับสนุนชาญนั้น ไม่ได้ช่วยชาญให้ได้รับคะแนนเพิ่มแต่อย่างไร

“นิด้าโพล” สำรวจคะแนนนิยมทางการเมือง 2/2567 คะแนนนิยมพรรคเพื่อไทยมี 16.85% ซึ่งก็คือระดับเดียวกันกับคะแนนนิยมของคุณเศรษฐา ทวีสิน 12.85% บวกกับของคุณแพรทองธาร ชินวัตร 4.85% ขณะที่ผลสำรวจของ “ธำรงศักดิ์โพล” (เผยแพร่ 15 มิถุนายน 2567) คุณทักษิณ ชินวัตร มีคะแนนนิยมร้อยละ 15.92 ขณะที่คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ มีคะแนนนิยมที่ร้อยละ 42.77 ส่วนคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มีคะแนนนิยมที่ร้อยละ 58.94 โดยผู้ตอบแบบสอบถามตัดสินใจจะเลือกผู้สมัครนายก อบจ. ของพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 13.59 แต่จะเลือกผู้สมัครของพรรคก้าวไกล ร้อยละ 58.77

ดังนั้น ชัยชนะของชาญ ดูจะไม่ได้เป็นดังวาทกรรมว่าคือการฟื้นกลับคืนมาของทักษิณและเพื่อไทยอย่างแน่นอน

ส่วนชัยชนะของคำรณวิทย์ในปี 2563 ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นชัยชนะที่มีพลังลมของกระแสประชาธิปไตยที่ไม่เอา คสช. “ไม่เอาลุงตู่” และอยากเปลี่ยนแปลงบ้านปทุมธานีที่ “ไม่เอาลุงชาญ” อีกแล้ว

เลือกตั้งนายก อบจ. ปี 2563 มีคนปทุมมาใช้สิทธิเพิ่มขึ้นจากแปดปีก่อนเกือบ 2 แสนคน นี่แหละคือที่มาของคะแนนเสียงของคำรณวิทย์ที่ได้ 2.52 แสนเสียง ขณะที่ชาญยังคงเดิมที่ 2.22 แสนเสียง

เลือกตั้งนายก อบจ. ปี 2567 คนปทุมที่ “ไม่เอาลุงชาญ” อีกแล้ว ยังไม่มีตัวเลือกใหม่ เพราะพรรคก้าวไกลไม่พร้อมลงสนาม ถูกกล่าวกันว่าเนื่องจากเกมลาออกจากตำแหน่งของคำรณวิทย์เพื่อรักษาตำแหน่งไว้อีกสมัยไม่ให้ก้าวไกลลงสนามท้าชิง จึงยังไม่มีทางเลือกใหม่ คนปทุมเหล่านี้ยังต้องให้คะแนนคำรณวิทย์

ทว่าการเลือกตั้งนายก อบจ. ที่ไม่พร้อมกันทั้งประเทศเหมือนปี 2563 จึงสร้างสภาวะหงอยเหงาให้บรรยากาศ และไร้ความใหม่ คนปทุมจึงออกมาใช้สิทธิน้อยลงไปกว่าปี 2563 ถึง 50,792 คน โดยปีนี้ 2567 มาใช้สิทธิเพียง 49.77% และไม่เลือกใครเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกเกือบ 8 พันคน นี่แหละคือปัจจัยความพ่ายแพ้ของคำรณวิทย์ ที่ได้ 201,212 คะแนน แพ้ชาญไปเพียง 1,820 คะแนน

คะแนนเสียงพรรคก้าวไกลที่ได้จากสนามเลือกตั้ง สส. ปทุมเมื่อปี 2566 อยู่ที่ไหนในสมการเลือกตั้ง นายก อบจ. ครั้งนี้?

ก้าวไกลได้คะแนนเขตเลือกตั้งทั้ง 7 เขต รวมกันคือ 2.7 แสนเสียง แต่การเลือกตั้งนายก อบจ. ครั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิน้อยกว่าเมื่อครั้งเลือกตั้ง สส. ถึง 2.9 แสนคน

ดังนั้น เสียงสนับสนุนผู้สมัครนายก อบจ. ก้าวไกล ก็คือกลุ่มคนที่ไม่มีความหวังและพลังที่จะออกจากบ้านไปเลือกตัวเลือกในการเมืองแบบเดิมๆ ของปทุมธานีนั่นเอง

ที่มา https://www.facebook.com/share/p/xX7d1sYrEX7KoAAo/?mibextid=oFDknk