‘จุลพันธ์’ ยอมรับ นายกฯห่วงการใช้ ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ ซื้อมือถือ เผย 1-2 สัปดาห์รู้ข้อสรุป

‘จุลพันธ์’ ยอมรับ นายกฯห่วงการใช้เงินดิจิทัลซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า-โทรศัพท์ ชี้ต้องการให้เป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศ คาดอีก 1-2 สัปดาห์ ได้ข้อสรุป รับการเมืองส่งผลทำหุ้นตก เชื่อหากกระบวนการกฎหมายชัดจะดีขึ้น

เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 18 มิถุนายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี สั่งให้ทบทวนแนวทางการใช้เงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ที่สามารถนำมาซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าและโทรศัพท์ได้ว่า มีข้อสรุปจากคณะอนุกรรมการกำกับการดำเนินโครงการเติมเงินหนึ่งหมื่นบาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ต โดยส่วนตัวและ นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้ทักท้วงประเด็นนี้ไป เพราะอยากให้เป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยเป็นหลัก แต่ยังมีข้อจำกัดในการปฏิบัติ เพราะบางร้านค้าขายของหลายประเภท จึงเป็นความกังวลของภาคการปฏิบัติจริง กระทรวงพาณิชย์จึงได้เสนอไปยังคณะอนุกรรมการฯ สุดท้ายจึงมีมติให้ยืนตามเดิม ซึ่งนายกรัฐมนตรีค่อนข้างห่วงเรื่องนี้ เพราะกลไกของการใช้เงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ต้องการให้เกิดการบริโภค การจ้างงาน การผลิตภายในประเทศเป็นหลัก ดังนั้น ต้องไปทบทวนดูในรูปแบบของคณะกรรมการให้ทบทวน คาดว่าจะได้ข้อสรุป 1-2 สัปดาห์ และจะนัดประชุมอีกครั้งในปลายสัปดาห์หน้า

นายจุลพันธ์กล่าวว่า เมื่อถึงเวลาจะสอบถามแหล่งเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. จึงเชื่อมั่นว่าทันแน่นอน เพราะดูตามกรอบเวลาแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากแหล่งเงินจาก ธ.ก.ส.ใช้ไม่ได้ จะมีแหล่งเงินอื่นหรือไม่นั้น นายจุลพันธ์กล่าวว่า ยังไม่ได้คิดประเด็นนี้ ต้องดูความเหมาะสม และดูองค์ประกอบอีกหลายอย่าง พร้อมยอมรับว่า หากใช้บัญชี ธ.ก.ส.ต้องจ่ายผ่านบัญชีของเกษตร เรื่องนี้จึงยังมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ

ผู้สื่อข่าวถามถึงความเห็นและการสร้างความเชื่อกรณีหุ้นตกอันเนื่องมาจากสถานการณ์ทาวการเมือง นายจุลพันธ์กล่าวยอมรับว่า ปัจจัยหนึ่งเกิดจากการเมือง และต้องยอมรับความจริงว่าสถานการณ์การเมืองช่วงเดือนนี้มีหลายกรณี แต่ไม่มีผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐาน สภาพตลาดยังคงความแข็งแกร่ง รวมถึงกลไกของรัฐบาลในการผลักดันทางการลงทุนในต่างประเทศ การพัฒนาคุณภาพแรงงาน ทั้งหมดจะสร้างความเชื่อมั่นในส่วนของพื้นฐานการตลาดได้ แต่อีกไม่กี่วันเรื่องราวที่เป็นข้อห่วงใยของตลาดที่เกิดความลังเลเกิดขึ้น สุดท้ายจะมีกระบวนทั้งศาลรัฐธรรมนูญ หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เมื่อมีความกระจ่างชัดในทางใดทางหนึ่งตลาดก็จะได้รับข้อมูลเหล่านั้นไปแล้วกลับสู่ภาวะปกติ และสุดท้ายคงต้องมีมาตรการออกมา แต่คงไม่ใช่มาตรการที่ออกในวันเดียว เพราะกลไกตรงนี้จะเป็นผลกระทบกับตลาดที่เกิดความสงสัยกับสถานการณ์การเมืองเพียงแค่ช่วงระยะหนึ่งเท่านั้น อีกไม่กี่วันก็คงจะดีขึ้น… อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.matichon.co.th/politics/news_4634010