ศาลสั่งจำคุก 2ผู้ประกาศท็อปนิวส์ หมิ่นประมาทสส.เพื่อไทย โดนปรับจุก คนละแสน

ศาลสั่งคุกผู้ประกาศช่องดัง เสนอข่าวอดีตส.ส.มุกดาหาร ตบทรัพย์อธิบดีกรมน้ำบาดาล

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 9 มิถุนายน ศาลอาญากรุงเทพใต้ อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.95/2566 ที่นายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.อุบลรัตน์ เถาว์น้อย และนายสถาพร เกื้อสกุล ผู้ประกาศข่าวรายการ TOP บ่ายสามช่องท็อปนิวส์ เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 กรณีนำเสนอข่าว นายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ อดีต ส.ส.จังหวัดมุกดาหาร พรรคเพื่อไทย ตบทรัพย์ 5 ล้านบาทคลาดเคลื่อน ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง โดยวันนี้ จำเลยทั้งสองเดินทางมาฟังคำพิพากษา

ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันยืนยันข้อเท็จจริงในทางให้ร้ายโจทก์ ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าโจทก์ถูกอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำแอบบันทึกเสียงไว้เกี่ยวกับการเรียกรับเงิน เพื่อให้ผ่านงบประมาณ ทำให้เชื่อว่าโจทก์เป็นคนเรียกรับเงินจากนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล

และทำให้เข้าใจว่าโจทก์โทรศัพท์ไปหาอธิบดี เพื่อเรียกรับเงินหรือเรียกรับผลประโยชน์ในการจัดการงบประมาณและมีการพูดจาข่มขู่เพื่อเรียกเงินในอัตราร้อยละ 5 จากงบประมาณ 1,200 ล้านบาท และมีการนัดหมายกับอธิบดีเพื่อจะต่อรองเรื่องผลประโยชน์ในการผ่านงบประมาณ โดยมีการบันทึกเสียงของโจทก์ขณะเรียกรับผลประโยชน์ไว้จากคำพิพากษา คดีหมายเลขดำ คมจ.1/2566 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือ ป.ป.ช.ร้องต่อศาลฎีกาการนำเสนอข่าวของจำเลยได้ย้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับเรื่องที่ศาลฎีกามีคำพิพากษานั้น แม้มีการรายงานข่าวปรากฏหลายข้อความที่เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ตามฟ้องก็ตาม แต่เนื้อหาที่จำเลยทั้งสองนำเสนอข่าวเป็นเรื่องเดียวกัน ดังนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดกรรมเดียว

พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ประกอบมาตรา 83 ฐานร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา จำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 100,000 บาท แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30…

ทั้งนี้  มาตรา 29  ประมวลกฎหมายอาญา ระบุว่า ผู้ใดต้องโทษปรับและไม่ชำระค่าปรับภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลพิพากษา ผู้นั้นจะต้องถูกยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินเพื่อใช้ค่าปรับหรือมิฉะนั้นจะต้องถูกกักขังแทนค่าปรับ แต่ถ้าศาลเห็นเหตุอันควรสงสัยว่าผู้นั้นจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าปรับ ศาลจะสั่งเรียกประกันหรือจะสั่งให้กักขังผู้นั้นแทนค่าปรับไปพลางก่อนก็ได้

ส่วน มาตรา 30  ระบุว่า  ในการกักขังแทนค่าปรับ ให้ถืออัตราห้าร้อยบาทต่อหนึ่งวัน และไม่ว่าในกรณีความผิดกระทงเดียวหรือหลายกระทง