“รมว.ธรรมนัส”เสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.ประมงฯต่อสภา ให้ทันสมัย มุ่งบรรเทาความเดือดร้อนของชาวประมง

“รมว.ธรรมนัส”เสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.ประมงฯต่อสภา ให้ทันสมัย มุ่งบรรเทาความเดือดร้อนของชาวประมง ประกอบอาชีพยั่งยืนสอดคล้องกับพันธกรณี ระหว่างประ เทศ

เมื่อเวลา 14.00 น.ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณา ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 พ.ศ…. ต่อจากเมื่อวันที่ 7 ก.พ.ที่ ครม.ได้ นำร่าง พ.ร.บ.ไปพิจารณาและส่งกลับมาให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อในวันนี้ โดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา เขต 1 พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมงพ.ศ. 2558 พ.ศ.โดยมีหลักการและเหตุผลของราชบัญญัติดังต่อไปนี้

เหตุผลและความจำเป็นในการเสนอร่างพระราชบัญญัติ โดยที่พระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มีบทบัญญัติบางประการไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพการประมง ดังนั้น เพื่อป้องกันมิให้มีการทำการประมงโดยมิชอบด้วยกฎหมายและเพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์และการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำให้อยู่ในภาวะที่เหมาะสมและสามารถทำการประมงได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและชาวประมงผู้ประกอบอาชีพการประมงโดยสุจริตให้ได้รับความเป็นธรรม ตลอดจนส่งเสริมการประกอบอาชีพประมงให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยจะเป็นการสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

ร่างพระราชบัญญัตินี้มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 ดังต่อไปนี้

แก้ไขเพิ่มเติมเจตนารมณ์โดยมุ่งให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและสนับสนุนกิจการประมง การคุ้มครองการประกอบอาชีพการประมงการมีส่วนร่วมของประชาชน ตลอดจนเน้นย้ำความสำคัญของการบังคับใช้มาตรการให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ร่างมาตรา 3 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 4

แก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามคำว่า “ทะเลชายฝั่ง” โดยเพิ่มเติมการกำหนดเขตทะเล โดยชายฝั่งให้มีระยะน้อยกว่าหนึ่งจุดห้าไมล์ทะเลสำหรับกรณีที่มีข้อจำกัดตามลักษณะทางกายภาพ และแก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามคำว่า “ประมงพื้นบ้าน” เพื่อลดข้อจำกัดในด้านพื้นที่ของการทำประมงพื้นบ้าน ซึ่งเดิมจำกัดแต่การทำประมงในเขตทะเลชายฝั่งเท่านั้น ร่างมาตรา 4 ยกเลิกบทนิยามคำว่า “ทะเลชายฝั่ง” และร่างมาตรา 5 ยกเลิกบทนิยามคำว่า “ประมงพื้นบ้าน”

ยกเลิกบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับโรงงานประกอบกิจการที่เกี่ยวข้องกับสัตว์น้ำ เนื่องจากในปัจจุบันพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานในงานประมง พ.ศ.2562 และกฎกระทรวง คุ้มครองแรงงานในงานประมงทะเล พ.ศ. 2565 มีผลใช้บังคับแล้ว ประกอบกับได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เมื่อปี พ.ศ.2566 และพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 เมื่อปี พ.ศ.2561 เพื่อรองรับในเรื่องดังกล่าวแล้ว(ร่างมาตรา 6 ยกเลิกบทนิยามคำว่า “โรงงาน” และร่างมาตรา 9 ยกเลิกมาตรา 10/1 มาตรา 11 และมาตรา 11/1

แก้ไขบทบัญญัติเกี่ยวกับคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ โดยเพิ่มเติม ให้นายกรัฐมนตรีสามารถมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการได้ และเพิ่มเติมเลขาธิการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง นอกจากนี้ในส่วนของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ได้มีการเพิ่มเติมให้รัฐมนตรีมีอำนาจประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกผู้แทนสมาคมการประมงด้านต่าง ๆ โดยให้มีการคัดเลือกกันเองในกรณีที่มีผู้แทนสมาคมในแต่ละด้านมากกว่าหนึ่ง และกำหนดเพิ่มอายุของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากเดิม 2 ปี เป็น 3 ปีและแก้ไขบทบัญญัติเกี่ยวกับคณะกรรมการประมงประจำจังหวัดโดยเพิ่มเติมเกษตรและสหกรณ์จังหวัดและผู้แทนของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลจังหวัดเฉพาะจังหวัดที่มีอาณาเขตติดต่อกับชายฝั่งทะเล ร่างมาตรา 10 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 13 ร่างมาตรา 11 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 14(1)ร่างมาตรา 12 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 16 และร่างมาตรา 13 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 26

เพิ่มเติมคุณสมบัติของผู้มีสิทธิขอรับใบอนุญาตทำการประมงพื้นบ้านด้วยการ กำหนดเฉพาะผู้มีสัญชาติไทยเท่านั้นที่จะสามารถมาขออนุญาตทำการประมงพื้นบ้านได้ รวมถึงตัดการจำกัดจำนวนใบอนุญาตของแต่ละบุคคลออก เพื่อเป็นการส่งเสริมการทำการประมงพื้นที่บ้านของ ผู้มีสัญชาติไทย ร่างมาตรา 14 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 32 อแก้ไขเพิ่มเติมลักษณะต้องห้ามของผู้ขอรับใบอนุญาตทำการประมงพื้นบ้านและผู้ขอรับใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ โดยให้จำกัดเหตุอันเป็นลักษณะต้องห้ามเฉพาะกับเรือลำที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเท่านั้น รวมถึงลดระยะเวลาการห้ามขอรับใบอนุญาตลงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวประมงและเจ้าของเรือประมงซึ่งมีเรือประมงในครอบครองหลายลำ (ร่างมาตรา 15 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 34

แก้ไขเพิ่มเติมการห้ามดัดแปลงเครื่องมือทำการประมงให้ผิดไปจากที่ระบุไว้ในใบอนุญาต โดยให้กระทำได้ต่อเมือได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมประมง ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด โดยการดัดแปลงเครื่องมือทำการประมงต้องไม่มีผลเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพทำการประมงให้สูงกว่าปริมาณสัตว์น้ำสูงสุดที่อนุญาตให้ทำการประมงที่ได้รับจัดสรรตามใบอนุญาต และต้องไม่กระทบกระเทือนต่อตัวอ่อนสัตว์น้ำ ร่างมาตรา 16 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 42 และร่างมาตรา 16/6 เพิ่มเติมมาตรา 42/1

กำหนดให้ผู้ประกอบการประมงสามารถขออนุญาตทำการประมงในทะเลหลวง ในบริเวณที่ไม่มีองค์การระหว่างประเทศใดควบคุมดูแล หรือขอทำการประมงชนิดพันธุ์สัตว์น้ำนอกขอบเขตการใช้บังคับของความตกลงระหว่างประเทศในบริเวณนั้นได้ ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการประมงไทยที่มีศักยภาพ สามารถขออนุญาตไปทำการประมงในบริเวณดังกล่าวได้โดยต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และมาตรฐานที่อธิบดีประกาศกำหนด ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการตามข้อบทที่ 119 แห่งอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ซึ่งใช้กับการอนุญาตทำการประมงในเขตทะเลหลวง (ร่างมาตรา 18 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 48 วรรค 3

กำหนดผ่อนปรนให้ใช้ระบบสังเกตการณ์อื่น (e-observer) แทนผู้สังเกตการณ์ได้ในเขตทะเลหลวง เนื่องจากการกำหนดให้มีผู้สังเกตการณ์เป็นความรับผิดชอบของรัฐชายฝั่ง(Coastal States) ไม่ใช่รัฐเจ้าของธง (Flag States) ตามข้อบทที่ 62(g) อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (ร่างมาตรา 19 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 50

แก้ไขลักษณะของสัตว์น้ำขนาดเล็กให้เป็นไปตามขนาด ปริมาณ ชนิดพันธุ์สัตว์น้ำและพื้นที่ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองตัวอ่อนของสัตว์น้ำเนื่องจากตัวอ่อนของสัตว์น้ำแต่ละชนิดพันธุ์มีขนาดแตกต่างกัน การออกประกาศจะกระทบต่อการจับ สัตว์น้ำทุกกรณีและทำให้ชาวประมงเดือดร้อนเกินความจำเป็น ร่างมาตรา 20 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 57

เพิ่มเติมการห้ามการล่าสัตว์น้ำชนิดที่เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์น้ำที่หายากหรือใกล้สูญพันธุ์ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองสัตว์น้ำดังกล่าว รวมถึงกำหนดบทยกเว้นความผิดสำหรับผู้ซึ่งปล่อยสัตว์น้ำดังกล่าวกลับสู่ธรรมชาติโดยเร็ว (ร่างมาตรา 22 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 66

เพิ่มเติมลักษณะของเครื่องมือทำการประมงที่ห้ามใช้หรือมีไว้ในครอบครอง โดยเพิ่มเติมอำนาจให้อธิบดีประกาศกำหนดเครื่องมือที่มีลักษณะคล้ายคลึงเครื่องมือลอบพับได้หรือไอโง่ ที่มีช่องทางเข้าของสัตว์น้ำมากกว่าสองทาง ใช้สำหรับดักสัตว์น้ำ รวมถึงเพิ่มเติมอำนาจให้อธิบดีสามารถออกประกาศกำหนดเครื่องมือทำการประมงอื่น ๆ ซึ่งมีลักษณะทำลายล้างสูงที่จะมีขึ้นในอนาคตได้อีกด้วย ร่างมาตรา 23 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 67 วรรคหนึ่งและวรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมให้สามารถใช้เครื่องมืออวนล้อมจับที่มีช่องตาอวนเล็กกว่า 2.5เซนติเมตร ในเวลากลางคืนได้ในระยะ 12 ไมล์ทะเล นับจากแนวทะเลชายฝั่ง อันเป็นการแก้ไขเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวประมง ร่างมาตรา 24 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 69

แก้ไขเพิ่มเติมการแจ้งการเข้าออกท่าเทียบเรือประมง โดยให้แจ้งทุกครั้งเมื่อออกทำการประมงหรือกลับเข้าฝั่ง ณ ศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออก และในกรณีเข้าเทียบท่าเพื่อขนถ่ายสัตว์น้ำ หรือนำสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำขึ้นท่าเทียบเรือประมง ต้องส่งมอบสำเนาสมุด บันทึกการทำการประมง และเอกสารหลักฐานอื่นตามที่อธิบดีประกาศกำหนดด้วย ร่างมาตรา 25แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 81 วรรคสาม

แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ว่าด้วยการแสดงรายชื่อและหนังสือคนประจำเรือ โดยเพิ่มข้อยกเว้นสำหรับเรือที่จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยเรือไทยประเภทการใช้ทำการประมง ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบจำนวนรายชื่อคนประจำเรือได้ตามกฎหมายว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ำไทย ไม่ต้องแสดงจำนวนรายชื่อและหนังสือคนประจำเรือ ร่างมาตรา 26 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 82

แก้ไขเพิ่มเติมการขนถ่ายสัตว์น้ำโดยเรือประมงให้กระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากอธิบดี ทั้งนี้ เพื่อผ่อนปรนให้สามารถใช้เรือที่ใช้ทำการประมงในการขนถ่ายสัตว์น้ำได้ด้วย ร่างมาตรา 28 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 851

เพิ่มเติมให้รัฐมนตรีมีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงือนไขให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมปฏิบัติตามเพื่อประสิทธิภาพในการการตรวจสอบควบคุม และเฝ้าระวังการทำการประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ร่างมาตรา 29 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 881

เพิ่มผู้แทนกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุดผู้แทนศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล เป็นกรรมการมาตรการทางปกครองและตัดผู้แทนกรมโรงงานอุตสาหกรรม เนื่องจากไม่มีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับโรงงานในกฎหมายนี้แล้ว และตัดผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ร่างมาตรา 31 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 112/1

แก้ไขการกระทำซึ่งถือว่าเป็นการทำการประมงโดยฝ่าฝืนกฎหมายอย่างร้ายแรง โดยตัดการกระทำซึ่งเป็นเรื่องรายละเอียดในทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานทางธุรการ ซึ่งชาวประมงอาจพลั้งเผลอเกิดความผิดพลาดได้ง่าย จึงควรพิจารณาปรับปรุงมาตรการกำหนดโทษให้เหมาะสมกับระดับความร้ายแรงของการกระทำความผิด ร่างมาตรา 32 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 114

แก้ไขเพิ่มเติมบทกำหนดโทษโดยตัดการกำหนดโทษตามขนาดของเรือประมงออก และปรับลดอัตราโทษปรับลงให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย รวมทั้งตัดระวางโทษขั้นต่ำในแต่ละฐานความผิดออกเพื่อให้คณะกรรมการเปรียบเทียบหรือศาลสามารถใช้ดุลพินิจกำหนดระดับโทษที่เหมาะสมและได้สัดส่วนกับการกระทำความผิดอันเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของชาวประมงได้ นอกจากนี้ ได้เพิ่มบทบัญญัติให้ศาลมีดุลพินิจในการพิจารณารีบเงินประกันแทนการริบเครื่องมือทำการประมง สัตว์น้ำ ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ หรือเรือประมงได้ ร่างมาตรา 33 แก้ไขเพิ่มเติมหมวด 11 บทกำหนดโทษ มาตรา 121 ถึงมาตรา 170

เพิ่มเติมบทบัญญัติซึ่งกำหนดให้เมื่อกฎหมายว่าด้วยการทำประมงนอกน่านน้ำไทยใช้บังคับ ให้บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการทำประมงนอกน่านน้ำไทยที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนดนี้เป็นอันสิ้นผล ร่างมาตรา 36 เพิ่มเติมมาตรา 178 แก้ไขอัตราค่าธรรมเนียมท้ายพระราชกำหนดสำหรับใบอนุญาตให้นำเข้าส่งออก หรือนำผ่านสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ โดยให้คิดค่าธรรมเนียมในการนำเข้าเพิ่มเติมอีกกิโลกรัมละ 20 บาท ร่างมาตรา 37 แก้ไขเพิ่มเติม (3) ของอัตราค่าธรรมเนียมท้ายพระราชกำหนด)

ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับกฎหมายนี้จะมีผลเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและชาวประมง ผู้ประกอบอาชีพการประมงโดยสุจริตให้ได้รับความเป็นธรรม โดยเฉพาะการปรับปรุงบทกำหนดโทษให้สอดคล้องกับสภาพความร้ายแรงของการกระทำความผิด ตลอดจนส่งเสริมให้ผู้ประกอบอาชีพการประมงและอุตสาหกรรมประมงของประเทศพื้นตัวอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ ควบคู่ไปกับการรักษาทรัพยากรสัตว์น้ำเพื่อเป็นแหล่งอาหารของมนุษยชาติและการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน รวมทั้งสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์บำรุงรักษา ฟื้นฟู และคุ้มครองสภาพแวดล้อมให้ดำรงอยู่ในสภาพที่เหมาะสมอย่างยั่งยืน

จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ.ด้วยมติ 416 คน ไม่เห็นด้วยไม่มี และตั้งคณะกรรมาธิการ 37 คน โดยใช้ร่างของคณะรัฐมนตรีเป็นร่างหลัก