มุมมอง นายกสมาคมทนายความฯ กรณีสองนักข่าว

15 กุมภาพันธ์ 2567 นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย เขียน บันทึกจากนายกสมาคมทนายความฯ

ประเทศไทยเป็นสังคมนิติรัฐ (legal state) หรือสังคมที่ใช้กฎหมายเป็นหลักในการปกครอง ปวงชนชาวไทยจึงมีสิทธิและเสรีภาพที่จะกระทำหรือไม่กระทำการใดก็ได้ หากรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายมิได้จำกัดหรือบัญญัติไว้ และไม่ต้องรับโทษอาญาถ้าการกระทำนั้นไม่มีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 25 และ 29

กรณีนักข่าวสองคนที่ถูกจับกุมตามหมายจับ โดยมีข้อกล่าวหาว่าเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด กรณีมีผู้พ่นสีบนกำแพงวัดพระแก้ว นั้น จึงต้องพิจารณาว่าการกระทำของสองนักข่าวครบองค์ประกอบการเป็นผู้สนับสนุน ตามมาตรา 86 แห่งประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ ซึ่งจะต้องประกอบด้วย (1) มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น (2) มีการกระทำที่เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิด และ (3) ต้องเป็นการช่วยเหลือก่อนหรือขณะกระทำความผิด

สำหรับการกระทำที่ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่า เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่การกระทำความผิด ซึ่งสามารถนำมาเทียบเคียงกับกรณีของสองนักข่าวได้ เช่น หาอาวุธให้ใช้ในการปล้น (ฎ.3378/2546) ขับรถพาไปปล้นแต่ไม่ได้ร่วมปล้นด้วย (ฎ.1732/2522) ชี้สถานที่ให้ไปปล้น (ฎ.164/2463) เขียนแผนที่ให้เพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดและหลบหนี (ฎ.3116/ 2537) ซึ่งผู้กระทำมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ส่วนการไปยืนดูโดยไม่ได้ช่วยเหลือ หรือการไปถ่ายภาพ การไปทำข่าว การถ่ายคลิปในขณะพ่นสีใส่กำแพง มิได้เป็นส่วนหนึ่งของการพ่นสี หรือช่วยเหลือในการพ่นสี หรือทำให้การพ่นสีสำเร็จ จึงไม่ใช่ผู้สนับสนุนการกระทำความผิด

ส่วนที่มีการเผยแพร่ภาพของนักข่าวสองคน ที่นั่งพูดคุยกับกลุ่มผู้ก่อเหตุก่อนมีการกระทำความผิดโดยไม่มีนักข่าวสำนักอื่น จึงถูกสันนิษฐานว่าเป็น
กลุ่มเดียวกัน น่าจะรู้เห็นว่าจะมีการทำกิจกรรมพ่นสีบนกำแพงวัดพระแก้ว นั้น มิได้เป็นข้อสันนิษฐานว่าเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ เพราะการพ่นสีบนกำแพงวัดพระแก้วมิได้เป็นการกระทำที่ซับซ้อน หรือยากเย็นและเสี่ยงอันตรายจนต้องมีการวางแผนแบ่งหน้าที่กันทำจึงจะสำเร็จ ส่วนการรู้เห็นว่าจะมีการกระทำความผิดแต่ไม่ห้ามปรามหรือขัดขวาง ไม่เป็นการสนับสนุนเพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติให้มีหน้าที่ขัดขวาง ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 832/2471

ดังนั้น พนักงานสอบสวนจึงมีภาระหน้าที่ต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่านักข่าวทั้งสองคนได้ร่วมกันวางแผนอันเป็นความผิดฐานผู้สนับสนุนจริง ไม่เช่นนั้นผู้กล่าวหาจะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 200 ส่วนโทษเป็นอย่างไรก็เปิดดูเองครับ