ค่าไฟแพง : หลายพรรค รุมถล่มรัฐบาล ถาม ที่มาค่าบริการรายเดือน – “เงินค่าความพร้อมจ่าย” – การเอื้อรายใหญ่

‘ก้าวไกล’ บี้ รัฐเร่งแก้ค่าไฟแพง ถาม ที่มาค่าบริการรายเดือน ‘สุพัฒนพงษ์’ แจง เป็นต้นทุนบำรุงรักษามิเตอร์
เมื่อเวลา 12.05 น. วันที่ 5 มกราคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ในช่วงกระทู้ถามทั่วไป นายมานพ คีรีภูวดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ตั้งกระทู้ถามทั่วไป เรื่องค่าไฟฟ้าราคาแพง ถามนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ว่า รัฐธรรมนูญหมวด 5 มาตรา 56 ระบุว่า รัฐต้องจัดให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต่อประชาชนอย่างทั่วถึง รัฐจะทำการใดๆ ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน หรือรัฐเป็นเจ้าของน้อยกว่าร้อยละ 50 จะกระทำไม่ได้ และการเรียกเก็บจะให้เป็นภาระต่อประชาชนไม่ได้ ประชาชนต้องเข้าถึงอย่างเป็นธรรมเสมอภาค ซึ่งค่าบริการรายเดือนในบิลค่าไฟ จำนวน 38.22 บาท ในรายละเอียดบอกว่าเป็นค่าพิมพ์บิล ค่ารักษามิเตอร์ และค่าจัดส่งเอกสาร ทั้งที่ประชาชนจ่ายค่ามิเตอร์ไปแล้ว เงินประกันก็อยู่ที่การไฟฟ้าแล้ว ส่วนบิลเป็นเรื่องปกติที่หน่วยงานจะต้องทำบิลส่งอยู่แล้ว

นายมานพกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ จากการตรวจสอบมิเตอร์ในประเทศไทยมีประมาณ 50 ล้านมิเตอร์ คิดเป็นเงินจำนวน 1,911 ล้านบาทต่อเดือน ที่ประชาชนจะต้องจ่าย ตนถามว่าค่าบริการรายเดือนดังกล่าวมีที่มาที่ไปอย่างไร จะจัดการไม่ให้มีได้อย่างไร เพราะไม่มีความเหมาะสม ไม่มีความเป็นธรรมกับประชาชน และเป็นการเก็บค่าบริการเกินควร นอกจากนี้ ตนอยากเห็นตัวเลขโครงสร้างพลังงานว่ามีเกินความจำเป็นเท่าไหร่ และในระยะเร่งด่วน มีแนวทางลดค่าไฟฟ้าให้ยั่งยืนได้อย่างไร

ด้าน นายสุพัฒนพงษ์ ชี้แจงว่า ค่าบริการรายเดือนเป็นการพิจารณาโดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ที่ดูเรื่องต้นทุนค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบริการ และคำนวณจากปริมาณการใช้ไฟ นอกจากนี้ ในส่วนของมิเตอร์จะต้องมีการบำรุงรักษาดูแล ถ้ามิเตอร์เสีย การจ่ายไฟจะได้รับผลกระทบ จึงต้องมีการบำรุงรักษา เพื่อไม่ให้มิเตอร์เสื่อมสภาพเร็ว ซึ่งส่วนนี้มีค่าใช้จ่ายจึงมอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ไปตรวจสอบว่าเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งได้รับการยืนยันว่า เป็นตัวเลขที่เหมาะสม

นายสุพัฒนพงษ์กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อท่านสอบถามมาตนจะสอบถามให้อีกครั้ง และอาจให้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร เชิญคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มาชี้แจง เพราะมีหน้าที่ดูแลอัตราค่าบริการที่เหมาะสม

นายสุพัฒนพงษ์กล่าวต่อว่า ส่วนกำลังการผลิตที่เกินความจำเป็นนั้น เชื่อว่าปีนี้ ตัวเลขจะต่ำกว่า 30% ซึ่งประเทศที่มีศักยภาพ และมีความพร้อมในการดึงดูดอุตสาหกรรมต่างต้องมีความพร้อมเรื่องไฟฟ้า กำลังการผลิตสำรองต้องสร้างความมั่นใจว่าเปิดปุ๊บติดปั๊บ ต้องชมการไฟฟ้าที่ช่วยกันรักษาคุณภาพการให้บริการ ซึ่งประเทศไทยอยู่ในระดับต้นๆ เราน่าจะเป็นลำดับสองของภูมิภาคนี้รองจากสิงคโปร์ ดังนั้น เราต้องมีกำลังผลิตสำรองพร้อมจ่ายไฟ ส่วนโรงไฟฟ้าที่ไม่มีการผลิตเลยนั้น ต้องไปดูด้วยว่าอยู่ในแผนที่เราจะปลดระวาง และเพิ่มพลังงานสะอาดใส่เข้าไปหรือไม่ ขณะที่ การแก้ปัญหาระยะเร่งด่วน เราให้ความสำคัญ และเข้าใจความเดือดร้อนของประชาชน โดยพยายามหาช่องทางว่าจะรักษาอัตราค่าไฟฟ้า สำหรับกลุ่มเปราะบาง และใช้ไฟไม่มากได้อีกหรือไม่ อยากให้สบายใจว่า คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน และหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงพลังงาน พยายามหาช่องทางลดหรือแก้ปัญหาอยู่ตลอด

“ไทยสร้างไทย” อัด“ค่าไฟแพง” คนไทยรับไม่ได้ สินค้าจ่อพาเหรดขึ้นราคา ประชาชนอ่วม สงสัยรัฐเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มธุรกิจโรงไฟฟ้ารายใหญ่เป็นเสือนอนกิน โดยเฉพาะ “เงินค่าความพร้อมจ่าย”สำหรับการสำรองไฟฟ้าที่เยอะเกินความจำเป็น

นายนพดล มังกรชัย รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย กล่าวถึงสถานการณ์ ค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ไม่สอดคล้องกับสภาพการทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ที่ประชาชนทุกข์ยากแสนสาหัสโดยระบุว่า ปัจจุบัน กฟผ. ผลิตไฟฟ้าได้เองเพียง 34% เท่านั้น ที่เหลือเป็นการผลิตโดยภาคเอกชนและนำเข้าจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ โดยผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ซึ่งมีกำลังการผลิตมากกว่า 90 เมกะวัตต์ (IPP) ผลิตไฟฟ้าขายให้ กฟผ. ในสัดส่วน 34% พอๆ กับที่ กฟผ. ผลิตได้ ยิ่งไปกว่านั้นข่าวที่ออกมา กฟผ. มีแผนจะลดกำลังการผลิตไฟฟ้าลงไปอีก จาก 35% เหลือ 24% โดยจะให้เอกชนผลิตไฟฟ้าแทนในส่วนของ กฟผ. ที่จะลดลง

เมื่อพิจารณาดูร่างแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2561-2580 หรือ PDP2018 ซึ่งจะมีการนำมาใช้ในเร็ววันนี้ ก็ต้องประหลาดใจอย่างมากกับแผนการใช้พลังงานของประเทศที่วนไปวนมาจะกลับไปพึ่งพาก๊าซธรรมชาติอีกแล้ว ขณะที่แผนเดิมหรือ PDP2015 จะมุ่งไปที่การลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติลง แต่แผนใหม่นี้กลับไปพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ รวมถึงเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติเหลว LNG มากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเพิ่มขึ้นจากแผนเดิม 37% ไปเป็นแผนใหม่ที่ 53% มากกว่าครึ่งหนึ่งของพลังงานทั้งหมด
แผนใหม่นี้ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า จะเป็นการ “เอื้อ” ให้เจ้าสัวโรงไฟฟ้าเอกชนที่ผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ หรือ LNG เป็นเชื้อเพลิงได้ประโยชน์ กล่าวคือ จะมีโอกาสได้สัญญาผลิตไฟฟ้าในส่วนของ กฟผ. ที่จะต้องลดกำลังการผลิตลงจาก 35% เหลือ 24%

ผู้ผลิตไฟฟ้ากลุ่มนี้จะมีรายรับแน่นอนเป็นเสือนอนกิน เนื่องจากมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว 25 ปี กับ กฟผ. โดยรายได้จะมาจากรายได้ขั้นต่ำที่จะได้รับตามสัญญาที่เรียกว่า Minimum take และรายได้จากปริมาณการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบจริงตามปริมาณการใช้ของผู้บริโภคในประเทศ

เรื่องที่คนวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างร้อนแรง ก็คือการที่รัฐสำรองไฟฟ้าเยอะเกินความจำเป็น ดูตัวเลขสิ้นเดือนกันยายน 2565 ไทยมีกำลังไฟฟ้าสำรองเกือบแตะ 20,000 MW แล้ว และมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นอีกในปีถัดไปอันมีผลมาจากข้อผูกพันตามสัญญาที่จะต้องรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่เพิ่มขึ้นในปี 2566-2567

“คำถามที่ประชาชนครางแครงใจมาโดยตลอด และรัฐไม่เคยตอบคำถามนี้เลย ก็คือ ทำไมรัฐต้องมีไฟฟ้าสำรองสูงมากถึง 60% ในขณะที่อัตราไฟฟ้าสำรองโดยทั่วไปที่นานาประเทศเค้าใช้กันจะอยู่ที่ 15-20% เท่านั้นเอง”

นายนพดล ระบุว่า เมื่อเราไปดูตัวเลขการซื้อไฟฟ้าในรอบเดือน ม.ค.-ธ.ค. 2565 ระหว่าง กฟผ. และผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ ก็ยิ่งประหลาดใจเพราะไปพบว่า กฟผ. ต้องจ่ายเงินค่าไฟฟ้ากว่า 26,000 ล้านบาท ให้กับโรงไฟฟ้าที่ไม่ได้ผลิตไฟเลยสักหน่วย ถึง 6 โรงไฟฟ้า ด้วยกัน พรรคไทยสร้างไทย ขอตั้งคำถามไปยัง กฟผ. ว่า เหตุใดจึงต้องไปจ่าย “เงินค่าความพร้อมจ่าย” ให้กับนายทุนโรงไฟฟ้ารายใหญ่ ทั้งที่ไม่ได้มีการผลิตไฟฟ้าจริง ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะเข้ามาอยู่ในค่า Ft ที่ประชาชนจะต้องแบกรับ (เกือบ 0.7 บาท/หน่วย) มันไม่เป็นธรรมกับประชาชน

รัฐมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องสนับสนุนโครงสร้างและสวัสดิการพื้นฐานใหัประชาชน ต้องให้บริการและคิดค่าบริการด้วยความเป็นธรรม แต่กลับไม่ดำเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจัง ในทางตรงกันข้ามไปทำสัญญาเปิดช่องให้มีการโยนภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้มาตกอยู่กับประชาชน ในขณะที่เอกชนเจ้าสัวรายใหญ่บางกลุ่มได้ประโยชน์เป็นจำนวนเงินที่สูงมากต่อเนื่องมาหลายปี

มาถึงตอนนี้การที่รัฐจะมีการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าเป็นระลอกๆ จะส่งผลกระทบต่อภาคประชาชน ภาคธุรกิจอุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากผู้ประกอบการแบกรับภาระต้นทุนไม่ไหว ก็จำเป็นต้องกระจายภาระต้นทุนด้วยการขึ้นราคาสินค้า ซึ่งจะต้องกระทบต่อค่าครองชีพในชีวิตประจำวันของประชาชนจนกลายเป็นปัญหาเศรษฐกิจของประเทศในปีหน้าอย่างแน่นอน

พรรคไทยสร้างไทย ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า ผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) มีความได้เปรียบทั้งในเรื่องข้อสัญญาและโครงสร้างรายได้ เปรียบเสมือนเสือนอนกิน รัฐต้องรีบดำเนินการโดยด่วนในการเจรจากับผู้ผลิตไฟฟ้ากลุ่มนี้ในประเด็นเรื่องการที่ต้องจ่าย “ค่าความพร้อมจ่าย” เพื่อลดค่าความพร้อมจ่ายลงมา เพราะตรงจุดเหล่านี้คือค่าใช้จ่ายจำนวนมากในระบบไฟฟ้าของไทยในปัจจุบัน