โสมขาวฉลองวันชาติ 77 ปี ลั่นกระชับสัมพันธ์ญี่ปุ่น เสนอช่วยเหลือโสมแดงแลกปลดอาวุธนิวเคลียร์

โสมขาวฉลองวันชาติ 77 ปี ลั่นกระชับสัมพันธ์ญี่ปุ่น เสริมสร้างความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียเหนือ-เสนอความช่วยเหลือให้โสมแดงแลกปลดอาวุธนิวเคลียร์

วันที่ 15 สิงหาคม นายยุน ซอกยอล ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ได้แถลงในงานเฉลิมฉลองการประกาศอิสรภาพของประเทศครบรอบ 77 ปีหลังจากที่ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปีค.ศ. 1945 ว่าเกาหลีใต้จะมุ่งพัฒนาความสัมพันธ์อันดีกับญี่ปุ่น โดยจะต้องก้าวข้ามปมขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ในอดีตที่ทั้งสองชาติมีต่อกัน รวมถึงต้องสร้างสันติภาพกับเกาหลีเหนือ เพื่อเป็นก้าวสำคัญในการร่วมกันสร้างความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียเหนือ ตอกย้ำคำมั่นที่จะกระชับสัมพันธไมตรีกับญี่ปุ่นเมื่อตอนเข้าดำรงตำแหน่งประธาณาธิบดีเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ในงานดังกล่าว ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ได้กล่าวว่าญี่ปุ่นได้กลายมาเป็นพันธมิตรที่ดีต่อประเทศในการแก้ไขปัญหาภัยคุกคามอิสรภาพของโลก และเรียกร้องให้มีความร่วมมือที่แผ่ขยายมากขึ้น ในเรื่องเศรษฐกิจ ความมั่นคง ไปจนถึงการแลกเปลี่ยนทางสังคมและวัฒนธรรม อีกทั้งยังได้ย้ำว่าหากทั้งสองชาติร่วมกันเดินหน้าไปสู่อนาคตที่มีพันธกิจและคุณค่าสากลร่วมกัน ก็จะเป็นการช่วยแก้ปัญหาจากเหตุการณ์ในอดีตได้ อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ รวมถึงพันธมิตรที่สำคัญอย่างสหรัฐกลับมีความตึงเครียดในประเด็นบาดแผลทางประวัติศาสตร์ ที่เกาหลีใต้ได้กล่าวหาว่าญี่ปุ่นได้บังคับให้ผู้หญิงมาทำงานเป็น “หญิงบำเรอ” ในค่ายทหารสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ยังได้กล่าวย้ำถึงความพร้อมที่จะส่งความช่วยเหลือขนาดใหญ่ต่อบ้านพี่เมืองน้องอย่างเกาหลีเหนือ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเกษตร ความช่วยเหลือเกี่ยวกับโรงพยาบาลสมัยใหม่และสิ่งอำนวยความสะดวกทางการแพทย์ รวมถึงการสนับสนุนด้านการเงินและการลงทุนในต่างประเทศ บนเงื่อนไขที่ว่าเกาหลีเหนือจะต้องหยุดพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อย่างจริงจังและแท้จริง ในขณะที่เกาหลีเหนือได้ตอบโต้ความหวังดีของเกาหลีใต้ด้วยการกล่าวหาเกาหลีใต้ว่าเป็นต้นเหตุการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ภายในประเทศ อีกทั้งยังมีท่าทีที่จะเตรียมการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ครั้งใหม่หลังจากที่ได้ดำเนินการครั้งล่าสุดไปตั้งแต่ปี 2017

ส่วนประเด็นเรื่องให้ความช่วยเหลือแลกปลดอาวุธนิวเคลียร์นั้น รายงานระบุว่า ด้วยตระหนักว่าการปลดอาวุธนิวเคลียร์นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงไว้ซึ่งสันติภาพในคาบสมุทรเกาหลี เกาหลีใต้ได้ประกาศที่จะให้ความช่วยเหลือขนานใหญ่แก่เกาหลีเหนือ โดยข้อเสนอของเกาหลีใต้นั้นเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันภายหลังที่เกาหลีเหนือได้ข่มขู่ที่จะจัดการเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของเกาหลีใต้เนื่องจากประเด็นการแพร่ระบาดของโควิด-19

และเพียงไม่ถึงหนึ่งเดือนหลังจากที่นายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือกล่าวว่าประเทศตนมีความพร้อมที่จะใช้ความสามารถทางอาวุธนิวเคลียร์ในสงครามใดๆ ก็ตามที่จะเกิดขึ้นกับสหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้ ซึ่งรายละเอียดความช่วยเหลือที่ได้เสนอให้กับเกาหลีเหนือนั้นจะครอบคลุมด้านอาหาร หลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ จำพวกโรงพยาบาลและสนามกีฬา

อย่างไรก็ตาม เกาหลีเหนือกลับมีท่าทีที่ก้าวร้าว ดูได้จากการทดสอบอาวุธอย่างฉับพลันที่สุดในปีนี้ รวมถึงมีการยิงขีปนาวุธข้ามทวีปด้วยวิถีการขับเคลื่อนเต็มพิกัดเป็นครั้งแรกนับจากครั้งล่าสุดในปี 2017 สอดคล้องกับฝ่ายนักวิเคราะห์ที่ระบุว่าโอกาสที่เกาหลีเหนือจะตอบรับข้อเสนอดังกล่าวนั้นค่อนข้างต่ำ เนื่องจากเกาหลีเหนือได้ทุ่มทุนจำนวนมากในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และมีท่าทีชัดเจนมาตลอดแล้วว่าจะไม่รับเงื่อนไขนั้น