“ภราดร” มองปมถอนตัวโคแวกซ์-ปล่อยคนติดโควิดตายข้างถนน ยิ่งย้ำผู้มีอำนาจใช้วิกฤตกดหัวปชช.

วันที่ 25 กรกฎาคม 2564  พลโทภราดร พัฒนถาบุตร เลขานุการคณะกรรมการกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทยอดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) กล่าวว่ากรณีการจัดหาจำนวนและยี่ห้อวัคซีนโควิด-19 ที่เหมาะสมนั้น นิสิตปี 1 ก็ชี้ขาดได้เพราะเพียงแค่ทำเลียนแบบผู้นำประเทศเกือบทั่วโลกที่เขาตัดสินใจเข้าร่วมโครงการCOVAXก็แค่นั้นเอง มองอีกเหตุการณ์ที่คนป่วยโควิดล้มตายข้างถนนศพถูกทิ้งไว้นาน หน่วยงานต้นๆที่ประชาชนนึกถึงว่าจะเข้ามาช่วยจัดการ ก็คือทหารแต่ก็ต้องผิดหวัง

สองกรณีนี้มันยิ่งตอกย้ำฝังใจให้ประชาชนเชื่อว่า กลุ่มคนทำรัฐประหารปี57 ซึ่งต่อท่อมาเป็นรัฐบาลสืบทอดอำนาจ เป็นคนหน้าด้านใจดำ เกาะกินกองทัพ สร้างระบบอุปถัมภ์จนกองทัพขาดธรรมาภิบาล สมรรถนะเกียรติภูมิถดถอย ปัจจุบันกองทัพถูกดูแคลนไม่เป็นกองทัพของประชาชน ดูจากการเสนองบประมาณกลาโหมปี65 กองทัพขาดวิสัยทัศน์ ไม่เตรียมการจัดทำงบประมาณไว้สองแผน

แผนที่ 1 กรณีที่วิกฤติโควิดคลี่คลายกองทัพมีความจำเป็นต้องจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ตามแผนงานต่อไป ส่วนแผนที่ 2 กรณีโควิดยังคงวิกฤติอยู่ ให้รัฐบาลสามารถปรับลดงบจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ได้ โดยแผน 2 นี้เป็นแผนงานนำงบปรับลดดังกล่าวไปใช้เพื่อการแก้ไขวิกฤติการณ์โควิดในบทบาทของกองทัพแทน ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะแปรญัตติมาให้กองทัพหรือไม่ ถ้าได้จัดทำตามแบบแผนดังกล่าวนั่นแสดงถึงความเป็นทหารอาชีพพร้อมเสียสละ

ในทางตรงข้ามยกตัวอย่างประเด็นการยืนกรานแต่ต้องมายอมถอยถอนงบจัดซื้อเรือดำน้ำ กองทัพถูกสังคมตำหนิการถอยมิใช่การเสียสละ แต่เป็นเพราะจำนนด้วยเหตุผลว่ามันไม่ถูกกาละเทศะ จากธาตุแท้สันดานดิบใจดำไม่มีความละอายต่อบาปของก๊วนผู้นำสืบทอดอำนาจ มันบ่งบอกเราว่าคนก๊วนนี้จงใจใช้วิกฤติโควิดเป็นเครื่องมือกดหัวประชาชนเพื่อรักษาอำนาจไว้ แต่ด้วยความรู้เท่าทัน การเปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีสืบทอดอำนาจของสภาผู้แทนจึงเกิดขึ้น และจะผนวกเข้ากับยุทธการคาร์ม็อบและการชุมนุมขับไล่นายกฯของกลุ่มราษฎรต่างๆ เป็นการปิดฉากนายกฯสืบทอดอำนาจซึ่งจะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าได้สูญสิ้นอำนาจไปพร้อมกับวิบากกรรมยกก๊วนไม่ถูกปล่อยให้ลอยนวลซึ่งต่างกับเผด็จการในอดีต

บทความก่อนหน้านี้“ณัฐชา” ยกย่อง “แพทย์ชนบท” รุดช่วยตรวจโควิดเชิงรุก พบแรงงานข้ามชาติ-ปชช.ติดเชื้อ แต่รัฐบาลเพิกเฉย
บทความถัดไปล้านนาคำเมือง ชมรมฮักตั๋วเมือง : “พะอุปะคุด”