กมธ.จ่อเรียกสอบ แชตหลุดนิติกร สสจ.พิษณุโลก ขู่เอาผิดทางวินัย หมอนัดแต่งดำร้องวัคซีน mRNA

กมธ.พัฒนาการเมืองฯ จ่อเชิญ อนุทิน ชี้เเจง ปมบุคลากรทางการเเพทย์ ถูกเจ้าหน้าที่รัฐคุกคามกรณีเห็นต่างแต่งดำเรียกร้องวัคซีน mRNA ให้บุคลากรด่านหน้า

วันที่ 8 กรกฎาคม 2564 ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กทม. เขตบางขุนเทียน พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวชน เเละการมีส่วนร่วมของประชาชน พร้อมด้วยปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก เขต1 ในฐานะกรรมาธิการกล่าวถึงกรณีที่ บุคคลากรทางการเเพทย์ในสำนักงานสาธารณสุข จ.พิษณุโลกได้มี การเเสดงออกในการเเต่งกายชุดดำเพื่อเรียกร้องต่อรัฐบาลเเละรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้จัดหาวัคซีนวัคซีน mRNA ให้บุคคลการทางแพทย์ เป็นเข็มที่ 3

ณัฐชา กล่าวว่ากรณีนี้ถือเป็นการคุกคามสิทธิส่วนบุคคลในการแสดงออกของบุคลากรทางการแพทย์ อีกทั้งยังเป็นการก้าวล่วงบุคคลากรทางการแพทย์ ที่ปัจจุบันต้องทำงานอย่างหนักและต้องเผชิญกับสงครามของโรคระบาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจากกรณีดังกล่าวเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นแล้วว่ามีคุกคามการทำหน้าที่ของแพทย์ ทางกรรมาธิการเห็นว่าการกระทำดังกล่าวไม่เหมาะสม

ด้านปดิพัทธ์ ในฐานะกรรมาธิการและสส.เขต1จังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้มีความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลายในวงการทางการแพทย์ โดยเฉพาะแพทย์ที่อยู่ด่านหน้ากับแพทย์ที่อยู่ในส่วนของนโยบายศบค.ทั้งสองกลุ่มนี้มีความแตกต่างกัน ซึ่งแพทย์ด่านหน้ามีความกดดันโดยเฉพาะการที่ไม่ได้รับวัคซีน mRNA ให้บุคคลการทางแพทย์อีกทั้งยังเป็นเหยื่อของความผิดพลาดในการบริหารจัดการของส่วนกลางตลอดเวลา โดยประเด็นสำคัญในเรื่องนี้ปดิพัทธ์ย้ำ การแต่งชุดดำของกลุ่มหมอไม่ทนไม่ใช่ประเด็นทางการเมือง แต่เป็นการแสดงออกเพื่อเรียกร้องให้มีการจัดหาวัคซีนให้mRNA ให้บุคคลการทางแพทย์ เพราะพวกเขาคือด่านหน้าและด่านสุดท้ายในการสู้ศึกครั้งนี้ หากพวกเขาล้มลงจากการที่ไม่มีวัคซีน บุคคลาการสาธารณะสุขทั้งประเทศก็จะล้มไปด้วย ดังนั้นนี่คือสิ่งพวกเราเรียกร้องไปยังรัฐบาลให้ฟังเสียงประชาชน

“การเเสดงออกอย่างสันติของพวกเขาเพียงเพื่อเขาจะได้รับความเป็นธรรม เเต่กรณีที่เกิดขึ้น คือได้มีข้อความที่คุกคามต่อบุคคลากรทางเเพทย์ เกิดคำถามว่า ฝ่ายความมั่นคงเกี่ยวข้องอะไรกับระบบสาธารณสุข ว่าจะลงโทษทางวินัยหากมีความเห็นต่างกับรัฐบาล หากความมั่นคงเเทรกซึมได้เช่นนี้ ประเทศนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย เป็นเผด็จการโดยเเท้จริง และการเเสดงออกในการเรียกร้องวัคซีน เป็นสิทธิเสรีภาพโดยชอบตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การเเตกความสามัคคีเเต่อย่างไร เเละในประเด็นสุดท้ายที่จะเป็นการขู่บุคคลากรทางการเเพทย์ที่ใส่ชุดดำ ไปยังในพื้นที่สีเเดง กรณีเช่นนี้เหมือนการลงโทษของผู้บังคัญชาในค่ายทหาร เมื่อทำผิดวินัย ก็ส่งลงไปพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ กรณีเช่นนี้ คือการจะส่งให้ไปตายใช่หรือไม่“

รัฐบาลจะต้องตอบคำถามนี้ ว่าเหตุใดถึงมีการอ้างถึงหน่วยงานความมั่นคงออกมา เราต้องเรียกร้องสังคมให้อยู่ข้างคุณหมอ เราจะเเพ้โควิดไม่ใช่ฝีมือของคุณหมอ เเต่จะเป็นเพราะฝีมือของรัฐบาลเอง ปดิพัทธ์ กล่าว

ด้านนายณัฐชา กล่าวทิ้งท้ายว่า เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงในสังคม การที่เอารูปเเบบของทหารมาบังคับบัญชาบุคลากรทางการเเพทย์ เช่นนี้เป็นการแทรกเเซงทางการเมือง เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนใช่หรือไม่ โดยทางคณะกรรมาธิการเตรียมบรรจุเรื่องนี้เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม พร้อมเตรียมเชิญเจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุข จ.พิษณุโลก และกอรมน. เเละนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข มาชี้เเจงต่อกรรมาธิการว่ามีความรู้สึกอย่างไรต่อการโดนคุกคามของบุคลากรทางเเพทย์ จากหน่วยงานความมั่นคง ที่เห็นต่างจากรัฐบาลกรณีเช่นนี้จะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่ารัฐบาลพยายามแทรกเเซง เเละละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้เห็นต่างจากรัฐบาล ซึ่งไม่เป็นธรรมต่อบุคคลากรด้าสาธารณสุข ที่เปรียบเสมือนเป็นปราการด่านหน้าในการป้องกันโควิด

บทความก่อนหน้านี้เปิด 5 มาตรการ เข้มเท่าเม.ย.ปี63 ยอมใช้แรพิดเทสต์ช่วยตรวจ-ป่วยน้อยอยู่บ้าน
บทความถัดไปอาถรรพ์ ร่าง 13/บทความพิเศษ สมชัย ศรีสุทธิยากร