“เลขา ครป. ชี้วัคซีนคืออาวุธ ไม่ใช้ยุทโธปกรณ์ แนะให้กมธ.งบฯแปรญัตติแก้ปัญหา

“เลขา ครป. ชี้วัคซีนคืออาวุธ ไม่ใช้ยุทโธปกรณ์ ให้กมธ.งบประมาณแปรญัตติแก้ปัญหา ทางออกประเทศคือสภาเลือกนายกคนใหม่”

วันที่ 4 มิถุนายน 2564 นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) กล่าวว่า ท่ามกลางกระแสความขัดแย้ง และความล้มเหลว 2 ปีที่สืบทอดอำนาจมา นโยบายที่พรรคพลังประชารัฐ และพรรคร่วมรัฐบาลหาเสียงไว้ก็ไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาประชาคมสักอย่าง จนคณะประชาชนสามัคคีประเทศไทย และประชาชนมากมาย เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อที่จะหาคนใหม่มาทำหน้าที่แทนในสถานการณ์วิกฤต เพราะ 7 ปีที่ผ่านมาหมดเวลาที่จะแสดงวิสัยทัศน์และจิตสำนึกใหม่แล้ว ครป. ขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกอย่างเป็นทางการ เพื่อเสียสละรับผิดชอบแก่ชาติบ้านเมือง เห็นแก่ประชาชนคนไทยทั้งชาติ เสียสละอำนาจเพื่อประชาชน

ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ ไร้จิตสำนึก ไม่ลาออก คนที่จะกดดันเขาได้ ก็มีเพียง พล.อ.ประวิตร พล.อ.อนุพงษ์ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ และพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้นที่จะกดดันให้ลาออกโดยใช้รัฐสภาเป็นเดิมพัน ไม่เช่นนั้น ประเทศไทยไปไม่รอด เพราะมีผู้นำบ้าน้ำลายหลงตนเองอยู่แบบนี้ ท่านใช้งบประมาณมากมายของแผ่นดินเพื่อค้ำบัลลังก์อำนาจให้ตนเอง ผ่านการกระจายงบแบบล้างผลาญแผ่นดิน ไม่สนใจว่าคนไทยจะต้องรับกรรมใช้หนี้ในอนาคตแทนท่านผู้ใช้เงินอีกนานเท่าไหร่

นอกจากนั้น ส.ส.ฝ่ายค้านจะต้องแสดงศักยภาพมากกว่านี้ หากว่าสภาไม่สามารถหาทางออกให้แก่บ้านเมืองได้ ส.ส.พรรคฝ่ายค้ายก็ช่วยลาออกจากสมาชิกรัฐสภาไปเลย เพื่อร่วมกันกดดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีหนทางไปต่อ เพื่อเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้ได้ ทุกวันนี้ประเทศไทยมี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นอุปสรรคปัญหาแค่คนๆ เดียว และเลวร้ายกว่าโควิด-19 เสียอีก ดังที่ คณะสามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย จะเดินทางไปยื่นหนังสือพรรคร่วมฝ่ายค้านในวันพุธนี้ ที่รัฐสภา

ทางออกของชาติบ้านเมืองวันนี้ เพื่อรักษาประเทศไทยไว้ไม่ให้แตกหักพังทลายไปมากกว่านี้ หลัง พล.อ.ประยุทธ์ ลาออก ต้องให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ด้วยเสียงข้างมาก ตามเจตจำนงค์ที่ประชาชนเลือกมาในครั้งแรก ตามประเพณีและครรลองประชาธิปไตย โดยสมาชิกวุฒิสภาที่ได้อำนาจมาตามบทเฉพาะกาล ให้โหวตเลือกตามมติของสภาผู้แทนราษฎรที่แถลงออกมาก่อนการเสนอชื่อและโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมรัฐสภา ไม่เช่นนั้น ประเทศจะไปต่อไม่ได้

และหลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีที่รับช่วงต่อ 2 ปี หากไม่โดนอภิปรายไม่ไว้วางใจจนต้องยุบสภาเสียก่อน จะต้องรับฉันทามติของประชาชน แก้ไขปัญหาสถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาดร้ายแรง ปัญหาเศรษฐกิจผูกชาดและความเหลื่อมล้ำ และจัดทำร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและประชามติเพื่อกติกาใหม่ที่เป็นธรรมก่อนจะมีการเลือกตั้งใหม่ที่บริสุทธ์ยุติธรรมอย่างแท้จริง และปลดล็อกผู้ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาด้วยอำนาจโดยมิชอบ มาสร้างประชาธิปไตยในระบบรัฐสภากันใหม่ ในยุคศิวิไลย์ที่แท้จริง

พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้ประเทศย้อนหลังไป 24 ปี ไปถึงจุดเริ่มต้นรัฐธรรมนูญ 40 ที่จะมีกระบวนการเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งไม่ต่างไปจากเดิม แถมยังพยายามปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและออกกฎหมายควบคุมประชาชนและองค์กรประชาสังคมอีกด้วย สวนทางการกระจายอำนาจอย่างสิ้นเชิง ซึ่งรัฐบาลธรรมาภิบาลต้องเปิดการเข้าถึงข้อมูลภาครัฐอย่างเปิดเผย โปร่งใส ไร้ผลประโยชน์ทับซ้อน ตรวจสอบได้ ดังนั้นจะต้องยกเลิกกฎหมายร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม และร่าง พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ ฉบับใหม่โดยทันที

ก่อนที่พล.อ.ประยุทธ์ และพวก จะขโมยเงินในกระเป๋าคนไทยไปมากกว่านี้ และให้คนไทยใช้หนี้ในอนาคตด้วย ดูแผนงบประมาณของคณะรัฐมนตรีแล้วได้แต่ส่ายหัว รัฐบาลควรทบทวนแผนการใช้งบประมาณใหม่ทั้งหมดให้สอดคล้องกับกับการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 รวมถึงเรื่องของการฟื้นฟูประเทศในด้านเศรษฐกิจสังคมที่เราเสียโอกาสไป

งบประมาณกระทรวงกลาโหมที่ได้รับการจัดสรรถึง 203,282 ล้านบาท ถูกนำไปใช้ในโครงการเสริมสร้างจัดหายุทโธปกรณ์ แทนที่จะจัดหาวัคซีนซึ่งเป็นอาวุธที่แท้จริงในยุคสมัยใหม่ และส่งเสริมงบประมาณให้กระบวนการด้านสาธารณสุข ซึ่งความมั่นคงมนุษย์คือยุทธศาสตร์ที่แท้จริง ซึ่งต้องเน้นงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงแรงงาน และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มากขึ้น

ผมขอทวงถามแทนประชาชนว่า งบประมาณปี 65 ได้มีการจัดสรรงบประมาณโดยสอดคล้องกับนโยบายสวัสดิการสังคมที่พรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐที่หาเสียงและให้สัญญาประชาคมไว้หรือไม่ 2 ปีที่ผ่านมา ยังไม่เคยปรากฏการดำเนินนโยบาย โครงการสวัสดิการสังคมใดๆ ที่สอดคล้องกับสิ่งที่พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมดได้หาเสียงไว้กับประชาชนเลย เช่น สวัสดิการประชาชนแบบถ้วนหน้า นโยบายโครงการมารดาประชารัฐ แม้กระทั่งค่าจ้างขั้นต่ำและอัตราเงินเดือนผู้จบปริญญาตรีที่หาเสียงไว้

โดยเฉพาะเรื่องการแก้ปัญหาโรคระบาดร้ายแรง โควิด-19 ดูเหมือนรัฐบาลตั้งใจล้มเหลวในการสื่อสารในภาวะวิกฤตเพื่อให้ประชาชนสับสน จนโดนตั้งข้อกล่าวหาว่าท่านหากินกับความตายของประชาชนหรือไม่ ถ้ารัฐบาลจริงจังกับปัญหาคอร์รัปชัน ทำไมไม่เปิดให้สรรหา ป.ป.ช.ชุดใหม่ องค์กรอิสระชุดใหม่ทั้งหมด ที่มาจากสภาผู้แทนราษฎร ทำไมไม่ยกเลิกองค์คณะชุดเก่าที่แต่งตั้งกันตั้งแต่สมัย คสช.

หากมีความจริงใจหยุดคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติ ทำไมไม่แสดงความจริงใจให้สังคมเห็น โดยเฉพาะการยกเลิกการส่งทหารเข้าไปเป็นประธานและกรรมการในรัฐวิสาหกิจต่างๆ ทั้ง 45 รัฐวิสาหกิจ ทั้งๆ ที่ไม่มีความสามารถเชี่ยวชาญเกี่ยวข้องเฉพาะ หรือการให้ข้าราชการระดับสูง นอกจากตามกฎหมาย ป.ป.ช. แล้วให้นายทหารในระดับผู้บังคับบัญชา ตำรวจในระดับผู้กำกับสถานีตำรวจทุกสถานี ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินด้วยดีหรือไม่ หรือท่านประกาศวาระแห่งชาติเพื่อตั้งใจหลอกลวงใครหรือไม่ ท่านบอกว่ารัฐบาลผมไม่เคยคอร์รัปชัน แค่ถูกตั้งข้อกล่าวหาและยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ท่านต้องรับผิดแล้ว ไม่ใช่ใช้ปัญญาแบบศรีธนญชัยบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบแบบนี้

บทความก่อนหน้านี้“พิชาย” ชำแหละ 7 ปี ระบอบประยุทธ์ วิสัยทัศน์สับสน-ยุทธศาสตร์อ่อน ซ้ำทำตัวจระเข้ขวางคลอง
บทความถัดไปแอลกอฮอล์ “พี่โทนี่” ก็มา! เผยมีกลิ่นหอม มีแจกจำนวนจำกัด