อดีตทูต ชี้ไทยเป็นเผด็จการทหาร คือประเทศเสียโอกาส แต่ปม “ธรรมนัส” รอดคดีขาดคุณสมบัติ น่าอายมากกว่า

วันที่ 11 พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา รัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตเอกอัครราชทูตหลายประเทศและเจ้าของเพจทูตนอกแถว ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นสถานการณ์ของไทยในสายตาอดีตทูตว่า

Thailand only, …..again.

วันก่อนมีน้องนักข่าวมติชนติดต่อขอสัมภาษณ์และหนึ่งในคำถามคือเมื่อตอนที่เป็นทูตแล้วประเทศไทยกลายเป็นเผด็จการทหารรู้สึกอายไหม?

ผมตอบว่าก็ไม่ได้อายเสียทีเดียว แต่ที่รู้สึกมากกว่าคือเศร้าใจและเสียดายโอกาสของประเทศชาติมากกว่า เพราะจากทั้งประสบการณ์ทำงานและความเป็นไปในบ้านเมืองที่ผ่านมา มันก็เป็นสิ่งพิสูจน์แน่ชัดแล้วว่าเมื่อใดที่ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย เมื่อนั้นประเทศก็เจริญก้าวหน้า และในทางกลับกันเมื่อเป็นเผด็จการมันก็ยากที่จะสามารถผลักดันพัฒนาประเทศชาติให้รุ่งเรืองได้ เห็นมีแต่ตกต่ำถดถอยดังเช่นที่เป็นอยู่

พวกเราที่เป็นทูตก็รับรู้ได้ถึงระดับความสนใจที่บรรดาประเทศอื่นเขามีต่อประเทศไทยว่ามันลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆนับตั้งแต่การทำรัฐประหารเมื่อปี 2557 เป็นต้นมา จนน้อยกว่าประเทศอย่างเวียดนามมาก โดยสิ่งพิสูจน์ชัดเจนคือระดับการลงทุนต่างประเทศในเวียดนามเมื่อเทียบกับไทย (ส่วนใครจะยอมรับแค่ไหนก็อีกเรื่อง แต่เรื่องระดับการลงทุนคือมาตรวัดข้อเท็จจริงอย่างหนึ่ง)

แต่มาวันนี้จากที่ไม่ได้รู้สึกอายมากเท่ากับความเสียดายโอกาสประเทศชาติ ผมกลับรู้สึกอายอย่างมากเมื่อเห็นข่าวผลการตัดสินเรื่องการดำรงตำแหน่งของบุคคลในรัฐบาลที่เคยต้องโทษคดียาเสพติดในต่างประเทศ ถูกตีแผ่โดยสำนักข่าวต่างประเทศใหญ่ๆไปทั่วโลก

ในแง่หนึ่งก็ดีใจที่เราพ้นจากหน้าที่การเป็นตัวแทนประเทศแล้ว แต่ก็รู้สึกเห็นใจและสงสารเพื่อนๆน้องๆที่ยังต้องทำหน้าที่ เพราะสิ่งนี้มันน่าอับอายและเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศมาก

ได้มีผู้รู้วิจารณ์ในประเด็นมุมมองทางกฎหมายกันไปเยอะแล้ว ซึ่งสิ่งที่ผมเห็นด้วยคือเรื่องเจตนารมย์ทางกฎหมาย ที่เป็นหัวใจว่าทำไมเขาถึงมีข้อห้ามเช่นว่านี้แต่แรก อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ไม่ได้ถูกให้น้ำหนักความสำคัญในการพิจารณา

แต่ไม่ว่าจะมองอย่างไร ที่แน่ๆคือมันมีผลอื่นๆตามมาจากการตัดสินนี้ เพราะมันเท่ากับเป็นการยอมรับโดยดุษฎีว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ร้ายต้องโทษคดียาเสพติดในต่างแดนจริง แต่บุคคลเช่นว่านี้สามารถดำรงตำแหน่งในรัฐบาลไทยได้ ซึ่งที่มันเป็นข่าวอื้อฉาวไปทั่วโลกก็เพราะคดีดังกล่าวเป็นคดีที่ร้ายแรงที่โลกรังเกียจ ทุกประเทศก็ล้วนมีนโยบายต่อต้านยาเสพติดทั้งนั้น และนึกไม่ออกว่ามีที่ไหนในโลกเอาคนที่ต้องโทษลักษณะนี้มาเป็นคนระดับรัฐมนตรี ก็ Thailand only

หนึ่งในคณะตุลาการนี้ ก็มีอดีตนักการทูตท่านหนึ่งรวมอยู่ด้วย ผมก็ไม่ทราบว่าท่านจะได้ช่วยชี้แจงโน้มน้าวให้รู้ถึงผลกระทบที่จะมีต่อเกียรติภูมิของประเทศชาติในสายตาชาวโลกเพียงใด ท่านจะคิดถึงรุ่นน้องทั้งหลายที่ทำหน้าที่ทูตบ้างไหมว่าเขาจะสบตาและตอบคำถามจากบรรดาทูตประเทศอื่นกันอย่างไร? พวกเขาจะอับอายกันแค่ไหน?

และผลที่ตามมาของมัน นอกจากภาพลักษณ์ของประเทศชาติที่เสียหายย่อยยับแล้ว ผมคิดว่าสิ่งนี้มีผลบั่นทอนความรู้สึกคนในชาติอย่างยิ่ง และเรื่องระบบความยุติธรรมในบ้านเราทุกวันนี้คือหนึ่งในสาเหตุหลักที่สร้างความหมดหวัง หมดความภาคภูมิในแผ่นดินที่ตนเกิด ให้คนไทยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนต้องการหนีไปให้พ้น อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

และจริงอยู่ว่าศาลอาจจะมองในแง่กฎหมายแค่นี้ แต่ท้ายที่สุดคนที่เป็นหัวหน้ารัฐบาลก็ควรตัดสินได้เองว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง ที่ดีงามต่อประเทศชาติ ด้วย

นอกเสียจากจะคิดไม่ได้ หรือคิดได้แต่เพียงผลประโยชน์ส่วนตน เหมือนกับที่ไม่ยอมรับว่าเจ็ดปีที่ผ่านมาประเทศชาติต้องตกต่ำในทุกด้านมากเพียงใด

ถ้าคนไทยเขาอยากย้ายประเทศหนีก็อย่าไปว่าเขาเลยครับ

มันเพราะใครล่ะครับที่ทำ?

บทความก่อนหน้านี้ครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 65 วงเงิน 3.1 ล้านล้านบาท ลดลงจากปี 64
บทความถัดไปอนามัยโลก จัดโควิดอินเดีย B.1.617 เป็นสายพันธุ์น่ากังวลระดับโลก