ไหวไหม? นพ.สุภัทร เผยรพ.สนามจะรับได้อีกเท่าไหร่ ยอดป่วยพุ่งไม่หยุด แนะถึงเวลากักโรคที่บ้านแล้ว

นพ.สุภัทร เผยรพ.สนามจะไหวไหม ยอดป่วยพุ่งไม่หยุด แนะถึงเวลากักโรคที่บ้านแล้ว สำหรับผู้ป่วยที่ไม่มีอาการ ต้องมีระบบขึ้นทะเบียน ระบบติดตามอาการทางโทรศัพท์ ระบบ 3 หมอ

วันที่ 14 เม.ย.64 นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผอ.โรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา โพสต์เฟซบุ๊กถึงสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิดและผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก จนแน่นโรงพยาบาลว่า

โรงพยาบาลสนาม ยังจะไหวไหม เตียงผู้ป่วยในประเทศไทยมี 100,000 เตียง แน่นอนว่าผู้ป่วยอื่นๆความเจ็บป่วยอื่นๆ ก็ยังต้องเข้ารับการรักษาด้วยการนอนโรงพยาบาลอยู่ เตียงที่มียังต้องจัดวางแบบเว้นระยะห่างให้มากขึ้น ต้องเว้นสำหรับผู้ป้วยโควิดที่อาการหนักด้วย เตียงในระบบโรงพยาบาลจึงพึ่งพาได้ไม่มาก โรงพยาบาลสนามจึงเกิดขึ้นมา

รอบนี้ของจริง การติดเชื้อโควิดกว้างขวางและแพร่กระจายรวดเร็ว เรามีผู้ป่วยใหม่ที่ได้รับการตรวจเชื้อวันละ 1,000 คน และสถิติกำลังเพิ่มขึ้นทวีคูณ ตามกติกาปัจจุบัน ผู้มีเชื้อโควิดทุกคนไม่ว่าจะมีหรือไม่มีอาการ ต้องนอนโรงพยาบาลที่จัดให้ ห้ามไม่ให้ home quarantine ที่บ้าน หากไม่นอนถือว่าเสี่ยงผิดกฎหมาย ดังนั้นที่นอนส่วนใหญ่ก็คือโรงพยาบาลสนาม โดยแต่ละคนต้องนอนพัก 14 วัน จึงได้กลับบ้าน สมมติว่าเรามีผู้ป่วยใหม่วันละ 1,000 คน แปลว่าเราต้องการเตียงโรงพยาบาลสนามขั้นต่ำ 14,000 เตียง แต่แท้จริงการเพิ่มของผู้ป่วยใหม่นั้น เพิ่มพุ่งสูงทำลายสถิติเก่าวันต่อวัน

หากจำนวนผู้ป่วยเพิ่มเป็น 2,000 คนต่อวัน เราต้องการเตียงโรงพยาบาลสนาม 28,000 เตียง เก่าหายก็กลับ คนใหม่ก็มา หมุนเวียนกันไป ระบบสาธารณสุขไทยจะไหวไหม แล้วถ้าเพิ่มเป็นวันละ 5,000 คน เราอาจต้องการเตียงเป็นถึง 70,000 เตียง จะจัดการอย่างไร

แต่อย่างที่รับรู้กันว่า ผู้ติดเชื้อโควิดนั้น 80% ไม่มีอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย สามารถดูแลตนเองที่บ้านได้ มี 15% มีอาการมากขึ้นเช่นไข้สูงไอมาก กลุ่มนี้ต้องการโรงพยาบาลหรือโรงพยาบาลสนาม เพื่อการสังเกตอาการใกล้ชิด และมี 5 % ที่มีอาการมากจนต้องเข้ารับการดูแลที่ใกล้ชิด อาจมีปอดบวม และต้องอยู่ในความดูแลของโรงพยาบาลที่เป็นโรงพยาบาลจริงๆ

บางที อาจจะถึงเวลาที่สังคมไทยและฝ่ายราชการต้องยอมรับความจริงว่า ระบบ home quarantine หรือการกักโรคที่บ้าน สำหรับผู้ป่วยที่ไม่มีอาการ โดยเขามีบ้านหรือห้องพักที่เหมาะสม ไม่มีผู้สูงอายุหรือเด็กอาศัยในบ้านเดียวกัน และมีวินัยในการกักกันตนเอง ควรเป็นระบบที่จะต้องรับ set up ขึ้นมา ทั้งเพื่อลดภาระภาครัฐ เพิ่มบทบาทการดูแลตนเองของประชาชนที่ดูแลตนเองได้ รองรับการเจ็บป่วยของคนจำนวนมากได้

แต่ home quarantine ก็ต้องมีระบบ ไม่ใช่ให้ไปนอนที่บ้านตามมีตามเกิด ทั้งนี้รัฐเองก็ต้อง​มีระบบการขึ้นทะเบียน ระบบติดตามอาการทางโทรศัพท์ ระบบรถรับส่งหากมีอาการมากขึ้น ระบบ hotline หรือระบบ 3 หมอตามนโยบายรัฐมนตรีอนุทินที่จะคอยให้คำปรึกษาได้ตลอดเวลา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังไม่มีระบบที่ชัดเจน ยังรอการ set up ระบบอยู่

โรงพยาบาลสนาม น่าจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในไม่กี่วันข้างหน้า เราอาจต้องนึกถึง home quarantine เพราะนี่คือการระบาดของจริง

บทความก่อนหน้านี้จาก PodCast ถึง ClubHouse ยุคทองของ ‘สื่อเสียง’ แต่ WHO เตือน ควร ‘ถนอมหู’ ไว้บ้าง / บทความพิเศษ จักรกฤษณ์ สิริริน
บทความถัดไปวัคซีน-คลัสเตอร์ผับ-สงกรานต์พัง / ชกคาดเชือก วงค์ ตาวัน