คดีชุมนุม 19 กันยา : 21 นักเคลื่อนไหวถอนทนาย ปฏิเสธกระบวนการยุติธรรม พ่อแม่ “ไผ่ ดาวดิน” เห็นพ้อง

ที่มาภาพ เพจมิตรสหายทนายและพวก

วันที่ 8 เมษายน 2564 สืบเนื่องกรณี ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เปิดเผยว่าจำเลย 21 ราย จากคดีการชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ที่บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และสนามหลวง เมื่อวันที่ 19-20 กันยายน 2563 ทำให้มีผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสิ้น 22 คนแถลงขอถอนทนาย โดยระบุเหตุผลว่า เนื่องจากไม่ได้รับสิทธิในการปรึกษาหารือตามกฎหมาย และถูกเรียกกรณีเมื่อวานนี้ว่าเป็น “ห้องพิจารณาคดีถูกทำให้เหมือนเรือนจำ”

ศูนย์ทนายฯ ระบุว่า ที่ห้องพิจารณา จำเลยซึ่งถูกแจ้งข้อหาหลักตามมาตรา 116 จำนวน 13 คน ประกอบด้วย นายชินวัตร จันทร์กระจ่าง, นายณวรรษ เลี้ยงวัฒนา, นายณัทพัช อัคฮาด, นายธนชัย เอื้อฤาชา, นายธนพ อัมพะวัติ, นายธานี สะสม, นายภัทรพงศ์ น้อยผาง, นายสิทธิทัศน์ จินดารัตน์, นางสุวรรณา ตาลเหล็ก, นายอนุรักษ์ เจนตวนิชย์, นายณัฐชนน ไพโรจน์ , นายอรรถพล บัวพัฒน์ และนายอดิศักดิ์ สมบัติคำ ทยอยเดินทางเข้ามาในห้องพิจารณา

ขณะที่ในเวลาประมาณ 10.30 น. เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ยังได้นำตัวจำเลยอีก 9 คน ซึ่งถูกคุมขังในเรือนจำต่างๆ ได้แก่ นางสาวปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล จากทัณฑสถานหญิงกลาง และ นายพริษฐ์ ชิวารักษ์, นายอานนท์ นำภา, นายปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม, นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข , นายภาณุพงศ์ จาดนอก, นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ นายชูเกียรติ แสงวงค์ จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ รวมทั้ง นายไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ จากเรือนจำพิเศษธนบุรี เข้ามาในห้องพิจารณา ​โดยญาติไม่สามารถเข้าฟังการพิจารณาได้

ศูนย์ทนายฯ เปิดเผยด้วยว่า จำเลย 21 ราย แถลงขอถอนทนาย โดยระบุเหตุผลว่า เนื่องจากไม่ได้รับสิทธิในการปรึกษาหารือตามกฎหมายโดยในวันนี้เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนตรวจพยานหลักฐานในคดี จําเลยทั้ง 22 คน ยกเว้น นายปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม หรือหมอลำแบงค์ จำเลยที่ 3 ได้แถลงความประสงค์ขอถอนทนายความ

โดยนายอานนท์ นำภา ได้เขียนคำแถลงต่อศาลในคดี โดยระบุว่าเป็น “คำแถลงปฏิเสธกระบวนการอยุติธรรม” มีเนื้อหาโดยสรุปว่า ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานวันนี้ จำเลยที่ 2 ประสงค์ขอถอนทนายความทั้งหมด เพราะไม่ได้รับความเป็นธรรมในการต่อสู้คดี นับแต่จำเลยถูกฟ้อง จำเลยไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัวต่อสู้คดี ทั้งที่จำเลยยังถูกสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ตามกฎหมาย ข้อเรียกร้องของคนรุ่นใหม่ในนามราษฎรต้องการความกล้าหาญของคนรุ่นเก่าที่ต้องยอมรับ เปิดใจ และพูดคุยอย่างอารยะ

แต่จากที่ผ่านมา กลับมีการแจ้งความดำเนินคดี รวมถึงใช้กำลังเข้าปราบปรามด้วยความรุนแรง ในการดำเนินคดี พวกตนถูกตัดสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ เมื่อจำเลยและทนายความได้ประชุมและเห็นพ้องต้องกันแล้วว่า หากร่วมกระบวนพิจารณาต่อไปรังแต่จะสร้างบรรทัดฐานอันบิดเบี้ยว

ทั้งนี้ ศาลได้กำหนดวันนัดสืบพยานคดีนี้ต่อไปในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมยาวไปจนถึงกลางเดือนธันวาคม 2564 โดยเริ่มการสืบพยานช่วงแรกในวันที่ 19-21 พฤษภาคม 2564

ด้านนายวิบูลย์ บุญภัทรรักษา บิดานายจตุภัทร์ หรือไผ่ ดาวดิน จำเลยที่ 7 เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก มีเนื้อหากล่าวถึงประเด็นที่บุตรชายของตนขอคืนสิทธิ และตนรวมถึงภรรยา ซึ่งเป็นทนายให้บุตรชายต่างเห็นพ้องกันในการปฏิเสธกระบวนการยุติธรรม โดยถอนตัวจากการเป็นทนาย เนื่องจากไม่อาจทำหน้าที่นักกฎหมายตามที่ร่ำเรียนมาแล้วนำมาใช้กับกระบวนการยุติธรรมเช่นนี้ได้

ความตอนหนึ่งว่า

‘ผมชื่นชมตัวเองที่เป็นทนายความของไผ่ ชื่นชมแม่ไผ่ที่เป็นทนายความของไผ่ ชื่นชมไผ่ที่เป็นจำเลย เราทั้งสามเห็นพ้องต้องกันที่ปฏิเสธ สิ่งที่เรียกว่าความยุติธรรม …’

นายวิบูลย์ระบุด้วยว่า ตนและภรรยาจะไม่ยอมมีส่วนร่วมใดๆ ในการเป็นทนายความ และนักกฎหมายในกรณีนี้อีก

นอกจากนี้ เพจมิตรสหายทนายและพวก ได้บันทึกในมุมมองของทนายความสิทธิมนุษยชนในห้องพิจารณาคดีของวันดังกล่าวว่า

“กระบวนการยุติธรรมที่ผลักให้ทนาย
ต้องกลายเป็นนักวาดภาพจำเป็น
อยากให้ทุกคนได้เข้ามาฟังการพิจารณาในห้อง
อยากให้จำเลยที่ถูกคุมขังนี้ได้คุยกับคนที่รัก
แต่สุดท้ายก็ทำได้แค่ถ่ายทอดเป็นรูปกากๆให้ดู
.
วันนี้ทุกคนทำหน้าที่นักสู้ได้ดี
อานนท์ลุกขึ้นแถลงถึงความไม่เป็นธรรมต่างๆ
– การกีดกันไม่ให้ญาติเข้าฟังการพิจารณา
– การกีดกันไม่ให้ญาติเข้ามาด้านในบริเวณศาล
– การควบคุมของผู้คุมที่แทบจะสิงร่างจำเลย
ควบคุมทุกฝีก้าว จะลุกขึ้นมาคุยทนาย ผู้คุม 3-4 คนก็จะรีบลุกมาฟังจนหูแทบจะติดกัน ไม่มีความเป็นส่ส่วนตัวในการปรึกษาคดี
– การข่มขู่เรื่องละเมิดอำนาจศาล การใช้กำลังของผู้คุมโดยไม่จำเป็นที่ปฏิบัติต่อญาติและทนายความ (ปัดมือ ไม่ให้ถูกตัวผู้ต้องขัง)
กระบวนการต่างๆนำไปสู่ความไม่เป็นธรรมในการต่อสู้คดี อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน Rights to fair trial
.
“การบีบบังคับต่างๆ
ไม่ต่างจากการพรากความเป็นมนุษย์ไปจากผม”
อานนท์ กล่าว
.
เอาจริงๆนะ
ในฐานะทนายความ
เราโคตรอึดอัดกับกระบวนการยุติธรรมตอนนี้
.
เราไม่ได้เรียกร้องอะไรมากไปกว่า
“การปฏิบัติต่อเราและลูกความเท่าเทียมกับคนอื่น”
.
สิ่งที่ท่านๆทำมันคือการ “แบ่งแยก”
ท่านแบ่งแยกพวกเรา โดยไม่รู้ตัว
.
การไม่ให้เรา “พูด” ถึงสถาบันพระมหากษัตริย์
ก็คือการ “พราก” ความเป็นมนุษย์ไปจากเรา
.
พวกเขาพูดถูก
พวกเขากล้าหาญ
พวกเขาคือนักสู้มิใช่นักโทษ
.
บันทก 8 เมษา 64”