ศาลอาญานัดตรวจพยานคดี “ช่อ” ฟ้องหมิ่น “บุญเกื้อ” กล่าวหาอมเงินบริจาคโครงการเมย์เดย์

ศาลอาญานัดพร้อมคดี “ช่อ” ฟ้องหมิ่น “บุญเกื้อ” กล่าวหาอมเงินบริจาคโครงการเมย์เดย์ ระดมทุนช่วยเหลือนักดนตรี บุญเกื้ออ้างมีข้อมูลประชาชนบางรายไม่ได้เงินบริจาค เตรียมดำเนินคดีข้อหาฉ้อโกงประชาชน

วันที่ 5 เมษายน 2564 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศาลอาญาถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดพร้อมตรวจพยานหลักฐานคดีหมายเลขดำ อ.1732/2563 ที่ น.ส.พรรณิการ์ วานิช หรือช่อ กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายบุญเกื้อ ปุสสเทโว กรรมการโฆษกกลุ่มไทยภักดี เป็นจำเลย ในข้อหาหมิ่นประมาท, หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 พร้อมเรียกค่าเสียหาย 1 ล้านบาท คดีนี้โจทก์ฟ้องระบุพฤติการณ์ว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1-3 พ.ค. 2563 คณะก้าวหน้าได้จัดโครงการ#MAYDAYMAYDAY เพื่อสนับสนุนศิลปินนักดนตรีอิสระที่ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ในช่วงเวลารักษาระยะห่างทางสังคม

โดยรายได้จากการระดมทุนเงินบริจาคระหว่างคอนเสิร์ตจะถูกส่งต่อไปให้เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ หรือความเดือดร้อนจากโรคติดเชื้อโควิด-19 เป็นเงินคนละ 3 พันบาท ภายใต้ชื่อกิจกรรมว่า “คอนเสิร์ตระดมทุน เมย์เดย์เมย์เดย์ เราช่วยกัน” คณะก้าวหน้าได้รับเงินบริจาคจำนวนทั้งสิ้น 7,282,897.34 บาท และได้ทำการส่งมอบเงินช่วยเหลือให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบหรือเดือดร้อนจากโควิด-19 จำนวน 2,427 คน

โดยเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2563 จำเลยในฐานะเจ้าของบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “บุญเกื้อ ปุสสเทโว” ได้ลงภาพและข้อความในเฟซบุ๊ก ทำนองกล่าวหาอมเงิน

จากข้อความดังกล่าว โจทก์มีชื่อเล่นว่าช่อ และเป็นหนึ่งในสมาชิกคณะก้าวหน้า ซึ่งเปิดบัญชีรับเงินบริจาคสำหรับโครงการ การที่จำเลยใส่ความโจทก์และคณะก้าวหน้าต่อสาธารณชนว่าอมเงินบริจาค เป็นอาชญากรรมทิ้งร่องรอย และจัดทำบัญชีรายชื่อผู้รับเงินอันเป็นเท็จ ย่อมทำให้โจทก์และคณะก้าวหน้าได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง

ในวันนี้ นายบุญเกื้อ กรรมการโฆษกกลุ่มไทยภักดี เดินทางมาศาล พร้อมทนายความและนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม รักษาการหัวหน้าพรรคไทยภักดี

นายบุญเกื้อ ระบุว่า จากกรณีที่ก่อนหน้านี้ ตนเองได้ไปติดประกาศหมายศาลที่ตึกไทยซัมมิทเพื่อขอรายละเอียดในโครงการเมยเดย์เมย์เดย์ ระดมทุนช่วย นักดนตรี ช่วงโควิด-19 ซึ่งปรากฎว่า รายชื่อผู้ที่ขอเข้ามา เมื่อเรียงตามลำดับหลายรายชื่อแล้วมีหลายท่านยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ หลังจากนี้ทีมงานจะมีการไปรวบรวมรายชื่อ 2,427 คนแรก ว่ายังมีใครที่ไม่ได้รับเงินช่วยเหลือมาเปิดเผยต่อสาธารณชน โดยรายชื่อทั้งหมด หากพบว่าใครยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือให้ติดต่อมาที่ตน เพื่อเอาผิดทางคณะก้าวหน้าในข้อหาหลอกลวงประชาชนต่อไป

ขณะที่น.พ.วรงค์ กล่าวเสริมว่า จากการปรึกษากับทีมทนายความ พบว่าหลักฐานที่ส่งมาจากฝั่งของโจทก์เป็นไฟล์มีประชาชนขอรับการช่วยเหลือ 3 ล้านรายชื่อ แต่เงินที่คณะก้าวหน้าจ่ายมีเพียง 2,427 รายชื่อ เมื่อเทียบกับ 3 ล้านบาท ถือเป็นจำนวนที่ต่างกันมาก

เมื่อมีการตรวจสอบพบข้อมูลว่าอาจจะมีบางส่วนในจำนวน 2,427 รายชื่อ ไม่ได้รับเงินจึงจะให้นายบุญเกื้อประกาศรายชื่อของบุคคลลำดับ 2,427 รายชื่อแรก และใครไม่ได้รับเงินก็ขอให้ประสานแจ้งมายังนายบุญเกื้อ คาดว่าในช่วง 1-2 สัปดาห์โจทก์อาจจะต้องเปลี่ยนเป็นจำเลย ส่วนจำเลยจะเปลี่ยนเป็นโจทก์เพราะนายบุญเกื้อจะแจ้งความดำเนินคดีข้อหาหลอกลวงประชาชน ซึ่งขณะนี้ข้อมูลทั้งหมดอยู่ในไฟล์ในโทรศัพท์มือถือแล้ว จำนวน ประมาณ 1.5 แสน จาก 3 ล้านรายชื่อ จากการตรวจสอบพบข้อพิรุธขึ้นเรื่อย ๆ

ทั้งนี้ ในส่วนของการนัดสืบพยานศาลได้นัดหมายอีกครั้ง ในช่วงต้นปีหน้า ช่วงเดือน ก.พ.2565

ส่วนกรณีการชุมนุมของกลุ่มสามัคคีประชาชน เมื่อวานนี้ (4 มี.ค.)นพ.วรงค์ กล่าวว่า กำลังจับประเด็นอยู่ว่ามีการขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในเงื่อนไขใด เพราะการชุมนุมที่ผ่านมาประชาชนจะต้องรู้สึกอึดอัดจนต้องออกมาร่วม แต่มูลเหตุที่ติดตามการชุมนุมเมื่อคืนนี้ เหตุผลยังไม่เพียงพอที่จะทำให้คนออกมาร่วมขับกันขับไล่รัฐบาล

บทความก่อนหน้านี้เร่งประสานฉีดวัคซีนต้าน ‘โควิด’ ให้ตำรวจเสี่ยงสูงกว่า 5,000 นาย
บทความถัดไปรมต.คมนาคม ไต้หวันลาออก แสดงรับผิดชอบอุบัติเหตุรถไฟพุ่งชนคร่า 50 ชีวิต