พรรคร่วมฝ่ายค้าน ส่งความเห็น 7 หน้า ให้ศาลรธน. ยันรัฐสภามีอำนาจแก้ไขรธน.

พรรคร่วมฝ่ายค้านส่งความเห็น 7 หน้า ให้ศาลรธน. ยันรัฐสภามีอำนาจแก้ไขรธน. “ชัยธวัช” ชี้ตรรกะ “ไพบูลย์” อันตราย จะแก้รธน.ได้ ต้องรัฐประหารอย่างเดียว ด้าน”สงคราม” หวังศาลวินิจฉัยผลเป็นบวก เชื่อช่วยลดปัญหาบ้านเมืองวุ่นวายได้

วันที่ 3 มีนาคม 2564 เมื่อเวลา 10.30 น. ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ นายนิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรคพลังปวงชน นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล นายธงชาติ รัตนวิชา ที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ เข้ายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอส่งบันทึกถ้อยคำและความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญประกอบการพิจารณาวินิจฉัยในคดีที่ประธานรัฐสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

ประเสริฐกล่าวว่า ทางพรรคฝ่ายค้านเห็นว่าศาลได้มีการขอความเห็นจากนักวิชาการและผู้เกี่ยวข้องในเรื่องนี้จำนวน 4 คน ดังนั้น เพื่อเป็นการเปิดรับฟังความเห็นจากหลายฝ่าย จึงได้ขอส่งบันทึกถ้อยคำเป็นข้อมูลต่อศาลรวม 7 หน้า เพื่อยืนยันว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 156 (15) บัญญัติไว้ชัดเจนว่ารัฐสภามีอำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม คิดว่าการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญจะทันต่อการที่รัฐสภาจะพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 ในช่วงวันที่ 17-18 มีนาคม

“ฝ่ายค้านยังไม่ได้มีการพูดคุยกันว่าหากการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ไม่สามารถเป็นไปได้จะทำอย่างไร เพราะเราคาดหวังไว้ว่ารัฐสภาน่าจะผ่านวาระ 3 ได้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญ ประชาชนเรียกร้อง” ประเสริฐ กล่าว

ด้านนายชัยธวัชกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวไม่ควรยื่นศาลรัฐธรรมนูญ เพราะไม่ใช่ปัญหาเรื่องอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา รัฐธรรมนูญกำหนดชัดเจนว่าสภามีอำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญรายมาตราได้ โดยมีข้อจำกัดเพียงห้ามแก้ไขแล้วไปกระทบต่อระบอบการปกครองและรูปแบบของรัฐมิได้ ดังนั้น การแก้ไขโดยให้มีส.ส.ร. จึงอยู่ในกรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ กระบวนการก็ยังอยู่ในกรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนด จึงได้ให้ความเห็นในบันทึกที่ส่งศาลในวันนี้ การเสนอแก้ไขในลักษณะที่กระทำอยู่สามารถทำได้ และเป็นอำนาจของรัฐสภา และในอดีตตอนแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2534 ก็มีการทำในลักษณะนี้ จนนำไปสู่การตั้ง ส.ส.ร. และมีรัฐธรรมนูญ 2540 จึงยืนยันในฐานะพรรคร่วมฝ่ายค้านว่ารัฐสภามีอำนาจ ไม่เห็นว่าสิ่งที่ดำเนินการอยู่ขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญ

“ญัตติที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และนายสมชาย แสวงการสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ยื่นนั้น ไม่ได้พูดแค่อำนาจรัฐสภา แต่พูดถึงแม้กระทั่งการจำกัดอำนาจของประชาชนที่จะออกเสียงลงประชามติ ว่าจะให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หรือไม่ อันนี้เป็นอันตรายมาก หมายความว่าถ้าญัตตินี้ศาลรัฐธรรมนูญเห็นด้วยกับความเห็นที่ไพบูลย์กับคณะยื่น จะทำให้ประเทศไทยไม่สามารถจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ในระบบรัฐสภาภายใต้กระบวนการประชาธิปไตยได้เลย จะแก้ไข จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้อีกครั้งก็ต่อเมื่อมีการรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ มีรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่บัญญัติไว้ว่าจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้น แม้แต่การทำประชามติในญัตติของนายไพบูลย์ การจะถามประชาชนว่าเห็นด้วยกับการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ก็ทำไม่ได้เพราะจะเป็นการขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้มีบทบัญญัติให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ ซึ่งตรรกะแบบนี้อันตรายมาก” นายชัยธวัชกล่าว

ด้านนายสงครามกล่าวว่า การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และรัฐธรรมนูญ 2560 ก็ไม่ได้ห้ามไม่ให้แก้ไข ซึ่งหมวด 1 และ 2 เราได้ยืนยันชัดเจนแล้วว่าจะไม่มีการแก้ไข จึงไม่ใช่เป็นการร่างใหม่ทั้งฉบับ พรรคฝ่ายค้านยังไม่ได้มีการเตรียมแผน 2 กรณีที่ไม่สามารถตั้ง ส.ส.ร.ได้ เพราะเรามองว่าบรรยากาศในการประชุมกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นไปด้วยความราบรื่น ตัวแทนทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ส.ว. ถ้อยทีถ้อยอาศัย ดูแล้วเหมือนมีความจริงใจในการแก้ไขอย่างที่บางพรรคการเมืองเคยหาเสียงไว้ และอย่างที่นายกฯบอกว่าจะมีการมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราก็คิดว่าบ้านเมืองจะไปได้ การปรองดองก็จะเกิดขึ้นถ้ามีการแก้ไขรับธรรมนูญ แต่กลับมีการยื่นศาลให้วินิจฉัยในเรื่องนี้ก็รู้สึกเสียใจเสียดาย ยังหวังว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมองในทางบวก เพราะถ้ารัฐธรรมนูญแก้ไขไม่ได้บ้านเมืองจะเกิดความวุ่นวาย