“อรุณี” ชวนมองยาว แม้ได้วัคซีนโควิด 3.17 แสนโดส ภาคท่องเที่ยวไทยอยู่ตรงไหน?

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 ผศ.ดร.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อการบริหารจัดการกระจายวัคซีนโควิด-19 ในช่วงที่ไทยได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 ทั้งจากซิโนแวคและแอสต้รา เซเนก้า จำนวนรวม 317,000 โดสภายในวันนี้ว่า

หญิงอยากชวนมอง ให้ไกลกว่าแค่วัคซีน 317,000 โดส ที่เราได้รับในวันนี้

“ท่องเที่ยวไทยอยู่ตรงไหนของแผนวัคซีน ??”

วันนี้วัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่ประเทศไทยสั่งซื้อ 2 ยี่ห้อ รวม 317,000 โดส ฉีดให้ประชาชนได้ 158,500 คน ซึ่งรัฐบาลเคยบอกว่าถ้าวัคซีนล็อตแรกมาถึงจะถูกกระจายไปให้บุคลากรทางการแพทย์ก่อน แล้วค่อยไปกลุ่มเสี่ยง 10 โรค ที่อยู่ในจังหวัดพื้นที่สีแดง 10 โรค

ทุกคนเห็นอะไรไหมคะ

317,000 โดสแรกมีค่ามาก รัฐบาลบอกแค่คร่าวๆว่าจะจัดสรรให้กลุ่มไหน แต่ไม่ได้บอกว่าให้ใคร สัดส่วนเท่าไหร่

อย่าลืมนะคะว่าบุคลากรทางการแพทย์ในระบบตอนนี้ 209,116 คน มีทั้งแพทย์ พยาบาล แล้วยังมี อสม.อีก 1.04 ล้านคน ผู้เปราะบางตามเกณฑ์ของกระทรวงพัฒนาสังคมฯ อีก 13 ล้านคน

การเรียงลำดับความสำคัญในการฉีดถูกต้องแล้วค่ะ แต่ต้องวางแผนให้ละเอียดรอบคอบและต้องแจกแจงออกมาว่าให้ใครในพื้นที่ไหนบ้าง

ถ้ารวบรวมจำนวนวัคซีนที่รัฐบาลสั่งซื้อทั้งหมดและจะทยอยฉีดให้เสร็จในสิ้นปีนี้ คนไทยจะได้ฉีดวัคซีนแค่ 30 กว่าล้านคนเท่านั้น หรือคิดเป็น 44% ของคนไทยทั้งประเทศ (ประมาณ 70 ล้านคน)

วัคซีนที่ครอบคลุมแค่ 44% ถ้าเทียบกับหลายประเทศที่มีสภาพแวดล้อมใดล้เคียงกัน อย่าง ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ที่ฉีดให้ประชากรมากกว่า 80% ส่วนสิงคโปร์ ฉีดให้ประชากร 100% ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาแนะนำว่าการฉีดวัคซีนที่ได้ผลควรครอบคลุมประชากร 70% แล้วเหตุใดประเทศไทยจึงฉีดวัคซีนให้ประชากรในประเทศตัวเองไม่ถึงครึ่ง

ภาคท่องเที่ยวอยู่ตรงไหนของวัคซีนไทย?

การได้รับวัคซีนของประชากรในแต่ละประเทศ จะทำให้คนต่างชาติ (ที่ผ่านการฉีดวัคซีนแล้ว) ที่กำลังมองหาจุดหมายปลางทางที่จะไปท่องเที่ยว เบนเข็มไปเที่ยวประเทศอื่นที่ไม่ใช่ไทย เพราะในเมื่อพวกเขาได้รับวัคซีนมาแล้ว ทำไมต้องเอาชีวิตมาเสี่ยงกับประเทศที่ประชากรได้รับวัคซีนไม่ถึงครึ่ง

เมื่อไปดูแผนคร่าวๆ ของการได้รับวัคซีนของกลุ่มภาคท่องเที่ยว ถูกจัดให้อยู่ในลำดับที่ 4 รองจากกลุ่มอื่นๆ แล้วยังจะได้รับการฉีดช่วงปลายปี กลายเป็นว่าภาคท่องเที่ยวถูกจัดลำดับความสำคัญการฉีดวัคซีนไว้รั้งท้ายปลายแถว

ทั้งที่รายได้ท่องเที่ยวต่อปีคิดเป็น 16% ของจีดีพี หรือมากกว่า 3 ล้านล้านบาท ถ้ายิ่งฉีดวัคซีนช้า รายได้จากการท่องเที่ยวจะหายไปเดือนละ 250,000 ล้านบาท

เสียโอกาส = ประเทศเสียหาย

หญิงอยากเสนอให้รัฐบาลเลื่อนลำดับความสำคัญของการฉีดวัคซีนให้ภาคท่องเที่ยวขึ้นมาอยู่ต้นๆ ในช่วงแรก โดยอาจจะเลือกจากจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 มากที่สุด โดยดูจากรายได้ของแต่ละจังหวัดที่ได้จากการท่องเที่ยวเป็นหลัก

อย่างภูเก็ต สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวต่อปีอยู่ที่ 4.71 แสนล้านบาท

ชลบุรี 2.75 แสนล้านบาท

กระบี่ 1.19 อยู่ที่ 1.19 แสนล้านบาท

เชียงใหม่ อยู่ที่ 1.09 แสนล้านบาท

นอกจากการป้องกันด้านสุขภาพและการระบาดของโรคแล้ว เราควรจะคิดเผื่อสำหรับการฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจด้วย

ลมหายใจของผู้ประกอบการกำลังจะหมดลงแล้ว ถ้าเราเร่งฉีดวัคซีนให้ถึงกลุ่มภาคท่องเที่ยวได้เร็ว จะยิ่งสร้างความเชื่อมั่นได้เร็ว กิจกรรมทางเศรษฐกิจ การจัดเก็บรายได้ท้องถิ่น ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนจะฟื้นตัวได้เร็วขึ้นด้วยค่ะ

บทความก่อนหน้านี้‘รองโฆษก รบ.’ แจงดราม่า ‘บิ๊กตู่-รมต.’ ถือขวดวัคซีนโควิดถ่ายรูปโชว์
บทความถัดไปนายกมาเลย์ฯ ประเดิมฉีดโชว์ วัคซีนต้านโควิดของไฟเซอร์-ไบออนเทค