‘บัตรทอง’ เพิ่มยาสูตรใหม่ รักษาไวรัสตับอีกเสบซี ทุกสายพันธุ์ ช่วยประหยัดงบประมาณ 56 ล้าน

‘กองทุนบัตรทอง’ เพิ่มยาสูตรใหม่ “โซฟอสบูเวียร์/เวสพาทาสเวียร์” ใช้รักษาไวรัสตับอีกเสบซีได้ทุกสายพันธุ์ ช่วยประหยัดงบประมาณ 56 ล้าน

เมื่อวันที่ 18 ม.ค.64 นายนิมิตร์ เทียนอุดม กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เห็นชอบเพิ่มยาสูตรผสมโซฟอสบูเวียร์/เวลพาทาสเวียร์ (Sofosbuvir/Velpatasvir) ที่มีกลไกออกฤทธิ์โดยตรง ในการยับยั้งไวรัสตับอักเสบซี ใช้รักษาไวรัสตับอักเสบซีได้ทุกสายพันธุ์ มีประสิทธิผลดีและประหยัดงบประมาณ เมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาในรูปแบบเดิม

โดยคณะกรรมการบัญชียาหลักแห่งชาติ มีมติบรรจุเข้ารายการบัญชียาหลักฯ แล้ว เพื่อให้เป็นสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีทุกคนที่อยู่ในเกณฑ์การรักษา โดย สปสช.ทำหลักเกณฑ์การจ่ายชดเชยค่าบริการค่าบริการตรวจคัดกรอง และตรวจยืนยันไวรัสตับอักแสบซีเพิ่มเติมให้หน่วยบริการใน 2 กลุ่ม คือ 1.ผู้ติดเชื้อเอชไอวี และ 2.ผู้ใช้สารเสพติดด้วยวิธีฉีด

“คนที่เคยตรวจพบว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี และยังไม่ได้รับการรักษา ให้ปรึกษาแพทย์เพื่อหาแนวทางเข้ารับการรักษาด้วยยาชนิดนี้ ส่วนผู้มีความเสี่ยงต่อการรับเชื้อไวรัสตับอักเสบซี โดยเฉพาะผู้ติดเชื้อเอชไอวี และผู้ใช้สารเสพติดด้วยวิธีฉีดที่ยังไม่เคยตรวจคัดกรอง ให้ติดต่อโรงพยาบาลเพื่อขอรับการตรวจคัดกรองตามขั้นตอน หากติดเชื้อจะได้เข้าสู่การรักษา ลดการเป็นตับแข็ง หรือมะเร็งตับ ซึ่งตรวจคัดกรองได้ใน รพ.ชุมชนทุกแห่ง” นายนิมิตร์ กล่าว

ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ไวรัสตับอักเสบซีเป็นภัยเงียบด้านสุขภาพ เนื่องจากผู้ติดเชื้อในระยะต้นจะไม่มีอาการ จะปรากฏอาการเมื่อโรคลุกลาม เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคตับแข็งและมะเร็งตับ ดังนั้น ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการรับเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ควรตรวจคัดกรองและนำเข้าสู่การรักษาโดยเร็ว

ทั้งนี้ ในอดีตการรักษาไวรัสตับอักเสบซี การให้ยาต้องตรงตามสายพันธุ์ มีขั้นตอนการตรวจรักษาที่ยุ่งยากและค่าใช้จ่ายสูง สิทธิประโยชน์การตรวจคัดกรองยังไม่ครอบคลุม ทำให้ผู้ติดเชื้อจำนวนไม่น้อยเกิดภาวะตับแข็งหรือมะเร็งตับและเสียชีวิต ดังนั้นเมื่อมียาใหม่ที่มีประสิทธิผลดี และได้บรรจุเป็นสิทธิประโยชน์ จึงสนับสนุนการเข้าถึงการรักษาพร้อมให้คัดกรองกลุ่มเสี่ยงเพื่อค้นหาผู้ป่วย โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงก่อนที่ภาวะโรคจะลุกลามรุนแรง

นพ.พิสิฐ ตั้งกิจวานิชย์ นายกสมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แนวทางการรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีมี 3 ขั้นตอน คือ 1.ตรวจคัดกรองด้วยการตรวจ anti-HCV โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง อาทิ ผู้ติดยาเสพติดโดยการฉีด ผู้ป่วยที่เคยได้รับเลือด เป็นต้น

2.ตรวจยืนยันว่ามีการติดเชื้อจริงโดยวัดปริมาณเชื้อไวรัสในเลือดด้วยวิธี HCV RNA

และ 3. กรณีมีข้อบ่งชี้ว่าผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับยา จะได้รับการตรวจประเมินการทำงานของตับและความยืดหยุ่นของตับก่อนรับยา โดยในอดีตจะใช้เทคโนโลยีไฟโบสแกนและต้องตรวจสายพันธุ์ของไวรัสตับอักเสบซี (Genotype)

โดยปัจจุบันความจำเป็นการตรวจลดลง เนื่องจากมียารักษาไวรัสตับอักเสบซีที่ได้ผลทุกสายพันธุ์ ทำให้การรักษามีความสะดวกและเข้าถึงมากขึ้น โดยอายุรแพทย์สามารถให้ยากับผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีในระยะต้นได้ ไม่จำเป็นต้องส่งต่ออายุรแพทย์โรคตับที่ปัจจุบันมีจำนวนไม่มาก เป็นการกระจายงานเพื่อให้อายุรแพทย์โรคตับดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะโรครุนแรง

นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ยาสูตรผสมโซฟอสบูเวียร์/เวลพาทาสเวียร์ ผ่านการศึกษาโดยโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) ที่เปรียบเทียบงบประมาณกับการใช้ยารักษาสูตรยาปัจจุบัน

ทั้งในส่วนของค่ายาและค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการในผู้ป่วยจำนวน 4,000 ราย พบว่ายาสูตรผสมโซฟอสบูเวียร์/เวลพาทาสเวียร์ ประหยัดค่ายาได้ 45.47 ล้านบาท ประหยัดค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการ 11.12 ล้านบาท รวมถึง 56.59 ล้านบาท สามารถนำเงินนี้มาเพิ่มการดูแลและเข้าถึงการรักษาให้กับผู้ป่วยและกลุ่มเสี่ยงเพิ่มขึ้นได้ ซึ่ง สปสช.จัดเตรียมระบบต่างๆ เพื่อรองรับการดูแลแล้ว

บทความก่อนหน้านี้คนละมุมปมอุ้มการ์ดราษฎร กอ.รมน.ยันไม่เกี่ยวไม่มีภารกิจ / ตำรวจ เร่งตรวจกล้องวงจรปิดชี้คนทำอุกอาจมาก
บทความถัดไปจตุพร สับรัฐบาล! ช้งบ300ล้านสร้างหนัง ถามคนหิว-เดือดร้อนอยู่ ใครมีอารมณ์ดู บอกชักเหลืออดเต็มที