‘อนุทิน’ ยัน วัคซีนโควิด-19 คนไทยทุกคนได้ฉีด ยันแผนกระจายวัคซีนไม่มีอิทธิพลทางการเมือง

‘อนุทิน’ ยัน วัคซีนโควิด-19 คนไทยทุกคนได้ฉีด พร้อม เปิดบริษัท ตปท.ขึ้นทะเบียนวัคซีนในไทย เผย แผนกระจายวัคซีนไม่มีอิทธิพลทางการเมือง

เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 15 มกราคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่า ได้นำนายแพทย์โสภณ เมฆธน ประธาน คณะอนุกรรมการบริหารจัดการวัคซีนโควิด-19 เข้าพบนายกฯ เพื่อรับมอบนโยบาย ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์กำชับว่าทุกอย่างต้องเร็วและโปร่งใส มีความปลอดภัย เป็นประโยชน์กับประชาชน เน้นความปลอดภัยและจัดหาวัคซีนมาให้ได้โดยเร็วที่สุด ซึ่งวันนี้ดำเนินการไปได้หลายขั้นตอนแล้ว

นายอนุทินกล่าวว่า วัคซีนที่อยู่ในมือขณะนี้คือที่สั่งจากบริษัทแอสตราเซเนกา 26 ล้านโดส ที่จะมาถึงไทยในเดือนมิถุนายน จะมาถึงและเริ่มส่งล็อตแรก และก่อนที่จะถึงเดือนมิถุนายน เราพยายามเจรจาของจีนกับบริษัทซิโนแวคของจีนที่กำลังรอผลขึ้นทะเบียนในประเทศจีน และกำลังเจรจากับอีกหลายเจ้า โดยจะต้องขึ้นทะเบียนในประเทศไทยไทยก่อน ซึ่งเวลานี้มีเพียงบริษัทเดียวคือแอสตราเซเนกา ส่วนบริษัทอื่น ถ้ามาขอจดทะเบียนในประเทศไทยก็ยินดีพิจารณา และดูเอกสาร ถ้าทุกอย่างถูกต้องเราก็อนุมัติอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้พูดคุยถึงระบบจัดการกระจายวัคซีนหรือไม่ เพราะท้องถิ่นเองก็เกรงว่าจะกระจายไม่ทั่วถึง นายอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลไทยจะฉีดให้พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนอย่างทั่วถึง ไม่มีเหลื่อมล้ำ หน้าที่ของสธ.คือฉีดให้กับทุกคน ส่วนเรื่องท้องถิ่นไม่ใช่เรื่องของตน

นายอนุทินกล่าวว่า ส่วนการวางแผนกระจายวัคซีนก็ต้องให้ผู้มีประสบการณ์ คณะแพทย์ ผู้มีความรู้ทางวิชาการมาช่วยดู เพื่อที่จะอธิบายประชาชนได้ จะได้มั่นใจว่าไม่มีความกดดันทางการเมืองหรืออิทธิพลทางการเมือง และตนก็ไม่กล้าสั่งหมออยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า การจะทำวัคซีนให้คนไทย รัฐบาลจะไม่ผลักภาระให้ท้องถิ่นเป็นผู้จัดหาเองใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลไม่เคยคิดผลักภาระ และที่คุยวันนี้ยังคำนวนฐานตัวเลขที่ 70 คนล้านคน ตามจำนวนประชากรของประเทศ ให้ฉีดครบโดสก็พอแล้ว ไม่ต้องฉีดซ้ำซ้อน ส่วนจะใช้ระยะเวลาเท่าไหร่ที่จะฉีดให้ครบทั้งหมด ทางกรมควบคุมโรคจะมีกฎเกณฑ์ของเขาเอง ซึ่งวัคซีนโควิค-19 เป็นวัคซีนใหม่การฉีดในช่วงแรกๆ ก็ต้องฉีดในสถานพยาบาลก่อน เพื่อเฝ้าระวังสังเกตอาการหลังการฉีดและเมื่อตัวเลขผู้ติดเชื้อและสถานการณ์ดีแล้ว ก็เร่งทยอยฉีด โดยอยู่ในช่วงเวลา 1 ปี และเป็นการฉีดครั้งใหญ่ในประเทศไทยจึงต้องมีการวางแผนให้ดี และต้องมีการประชาสัมพันธ์ว่ากลุ่มไหนที่ควรหรือต้องหลีกเลี่ยงในการฉีด ต้องดูข้อมูลในแต่ละของบุคคล

ด้าน นพ.โสภณกล่าวว่า เมื่อได้วัคซีนมาแล้ว หากโรงพยาบาลรัฐไม่เพียงพอในการฉีด ก็จะขอความร่วมมือกับโรงพยาบาลเอกชนให้ฉีดบริการฟรี และการฉีดเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย โดย กลุ่มที่ 1 มีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปหรือกลุ่มผู้ป่วยเรื้อรัง เบาหวาน โรคปอด กลุ่มที่ 2 บุคคลากรทางการแพทย์ หรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และหลังจากนั้นจะดูพื้นที่สีแดงที่มีการติดเชื้อจำนวนมาก โดยจะไม่ฉีดให้เด็กและสตรีมีครรภ์ ทั้งนี้ จะมีการกำหนดช่วงอายุในการรับวัคซีนคือ ตั้งแต่ 16 หรือ 18 ขึ้นไป เพื่อความปลอดภัย เพราะไม่ถูกทดลองในเด็ก

ส่วนการที่นายกฯ ละคณะรัฐมนตรีจำเป็นต้องฉีดวัคซีนในกลุ่มแรกหรือไม่ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน นายแพทย์โสภณกล่าวว่า เป็นสิทธิที่ควรได้ฉีด ตามกลุ่มเป้าหมาย แต่จะฉีดหรือไม่อยู่ที่นายกรัฐมนตรีตัดสินใจ

ขณะที่การแชร์ข่าวว่าใครฉีดหรือทำศัลยกรรมบนหน้า จะมีผลข้างเคียงในการรับวัคซีนป้องกันโควิด-19 นายแพทย์โสภณกล่าวว่า ไม่น่าใช่เรื่องจริง ต้องมีการตรวจสอบ เพราะขณะนี้เป็นเพียงการแชร์ข้อมูลทางโซเซียลเท่านั้น เพราะวัคซีนแต่บละตัวมีข้อบงชี้ ข้อห้ามแตกต่างกัน ทั้งนี้ ทันทีที่วัคซีนมาถึงประเทศไทยล็อตแรกปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ ก็จะต้องนำมาจัดสรร และจัดส่งการฉีดต่อไป

บทความก่อนหน้านี้ก้าวไกล ยกกรณีณอนปลูกป่าคือตอที่โผล่ให้เห็นปาหี่ ชี้ถ้ายุติโครงการผลาญงบ คนไทยได้สวัสดิการ
บทความถัดไปแนวโน้มเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอน! ‘แบงก์ชาติ’ จ่อหั่นจีดีพีปีนี้! เซ่นพิษโควิดระบาดรอบใหม่