ม.112 : “ณัฐชนน” เข้ารับทราบข้อหา ปมหนังสือปกแดง ‘เพนกวิน’ งง ตร.ยึดสายไฟต่อลำโพง อีกชุดพบตร.คดีชุมนุมวงเวียนใหญ่

วันที่ 11 มกราคม 2564 การใช้ข้อหามาตรา 112 กับผู้ชุมนุมคณะราษฎรซึ่งส่วนใหญ่จัดการเคลื่อนไหวและนำขบวนโดยคนรุ่นใหม่ ยังคงมีรายงานการดำเนินคดีต่อเนื่องข้ามปี โดยวันนี้ เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ ที่ สน.บุปผาราม นายชูเกียรติ แสงวงศ์ หรือฉายาจัสติน การ์ดภาคีประชาชน น.ส.วรรณวลี เอมจิตต์ หรือตี้ พะเยา และเยาวชนอายุ 17 ปี เข้าพบพนักงานสอบสวนตามรับหมายเรียกในคดี ม.112 จากการชุมนุมเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2563 ที่วงเวียนใหญ่ โดยมีผู้มาให้กำลังใจจำนวนหนึ่ง  พร้อมนำจอและเครื่องฉายโปรเจกเตอร์กับลำโพงเครื่องเสียงมาตั้งไว้หน้าโรงพัก เพื่อไลฟ์สดผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับ นายณัฐชนน ไพโรจน์ ที่เข้ารายงานตัวกับตำรวจที่ สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ในคดีเดียวกัน

โดย พ.ต.อ.วิวัฒนชัย บุญญาณุพงศ์ ผกก.สน.บุปผาราม ได้นำประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาอ่าน เพื่อขอความร่วมมือให้ยุติการจัดกิจกรรม เนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตและจะรบกวนประชาชนที่เข้าใช้บริการโรงพัก

นายชูเกียรติ กล่าวว่า ตอนนี้ได้รับหมายเรียกคดี ม.112 เป็นหมายที่ 4 แล้ว ซึ่งครั้งนี้มีนายจักรพงศ์ กลิ่นแก้ว แกนนำกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) เป็นผู้กล่าวหา แต่ไม่ทราบว่าตนได้กระทำความผิดใด อย่างไรก็ตาม ตอนนี้รู้สึกเซอร์ไพร์สมากที่มีคนมาให้กำลังใจ

ด้าน นายศุภณัฐ บุญสด ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า ผู้ต้องหาทั้งหมดจะให้การปฏิเสธและจะให้การเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนยื่นหนังสือให้พนักงานสอบสวนอีกครั้งภายใน 30 วัน

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เรียกตัวเยาวชนชายอายุ 17 ปีที่นำเครื่องเสียงมาจัดไปเปรียบเทียบปรับเป็นเงิน500 บาท จากการที่นำเครื่องเสียงมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.การโฆษณาด้วยเครื่องขยายเสียง

ที่มา : ทวิตเตอร์ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

‘ณัฐชนน’ พบตร.สภ.คลองหลวง กรณีหนังสือปกแดง

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้รายงานเกี่ยวกับการเข้ารับทราบข้อหา ม.112 ของผู้ชุมนุมด้วย โดยเมื่อเวลา 10.00 น. ที่สภ.คลองหลวง นายณัฐชนน ไพโรจน์ นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสมาชิกกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียก จากกรณีหนังสือ “ปรากฏการณ์สะท้านฟ้า 10 สิงหา ข้อเรียกร้องว่าด้วยสถาบันกษัตริย์” หรือหนังสือ “ปกแดง” ตำรวจได้แจ้ง 2 ข้อหา ตามมาตรา 112 และพ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ฯ โดยณัฐชนนให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

ก่อนหน้านี้ ทนายความได้รับการแจ้งจากพนักงานสอบสวนสภ.คลองหลวง ว่าได้ออกหมายเรียกณัฐชนน ให้ไปรับทราบข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์” จากเหตุการครอบครองและพิมพ์หนังสือ 10 ข้อเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ณัฐชนนพร้อมกับทนายความจึงได้ประสานเข้าพบพนักงานสอบสวนในวันนี้

คดีนี้พบว่ามี พ.ต.ต.สิรภพ บัวหลวง สารวัตรสืบสวนสภ.คลองหลวง เป็นผู้กล่าวหา และมีการตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามคำสั่งตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี ลงวันที่ 23 พ.ย. 63 นำโดย พ.ต.อ.จักริน พันธ์ทอง รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี และพ.ต.อ.สุชัย แสงส่อง รองผู้กำกับสอบสวน สภ.คลองหลวง เป็นผู้แจ้งข้อกล่าวหาต่อณัฐชนน

นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า ในข้อกล่าวหายังมีการตัดตอนคำปราศรัยที่ปรากฏในหนังสือเล่มดังกล่าว มาเป็นแต่ละประโยค รวมทั้งเนื้อหาส่วนที่เป็นข้อเสนอ 10 ข้อเพื่อการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ของผู้ชุมนุม และระบุว่าเนื้อหาดังกล่าว “เป็นการใส่ความหรือกล่าวหาพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 และที่ 10 ซึ่งไม่เป็นความจริง การใส่ความดังกล่าวเมื่อบุคคลทั่วไปได้ทราบหรือได้อ่านแล้ว ทำให้เข้าใจว่าพระมหากษัตริย์เป็นคนไม่ดี อาจทำให้ผู้อื่นประชาชนดูหมิ่นหรือเกลียดชัง พระมหากษัตริย์ได้” พ.ต.ต.สิรภพ บัวหลวง จึงได้ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหา

พนักงานสอบสวนสภ.คลองหลวงได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อณัฐชนนใน 2 ข้อหา ได้แก่ ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และข้อหาตามพ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550 มาตรา 8 จัดทำสิ่งพิมพ์ซึ่งเป็นหนังสือที่ไม่ใช่หนังสือพิมพ์และพิมพ์ขึ้นในราชอาณาจักรโดยแสดงข้อความ (1) ชื่อของผู้พิมพ์และที่ตั้งโรงพิมพ์, (2) ชื่อและที่ตั้งของผู้โฆษณา และ (3) เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือที่หอสมุดแห่งชาติได้ออกให้

ณัฐชนนได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การเบื้องต้นว่าคดีนี้เหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย. 63 เป็นระยะเวลาหลายเดือนแล้ว ประกอบกับคำปราศรัยที่ถูกกล่าวหาทั้งหมดไม่ใช่คำปราศรัยของณัฐชนน จึงจำเป็นต้องตรวจสอบก่อน และจำเป็นต้องตรวจสอบรายละเอียดในหนังสือของกลางด้วย จึงจะขอให้การเพิ่มเติมเป็นหนังสือภายใน 45 วันนับเข้ารับทราบข้อกล่าวหา

หลังการแจ้งข้อกล่าวหา พนักงานสอบสวนให้ณัฐชนนพิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อตรวจสอบประวัติอาชญากรรม และให้ลงบันทึกประจำวันไว้ ก่อนให้ปล่อยตัวไปโดยไม่มีการควบคุมตัวไว้ พร้อมกับนัดหมายเพื่อมาส่งสำนวนให้พนักงานอัยการต่อไปในวันที่ 11 ก.พ. 64 เวลา 10.30 น.

ทั้งนี้ข้อหาตามมาตรา 112 มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี ขณะที่ข้อหาตามพ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ฯ มาตรา 8 กำหนดโทษปรับทางปกครอง ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

‘เพนกวิน’ ไม่เข้าใจ ตร.ยึดสายไฟต่อลำโพง เย้ย ‘มีอีกเส้น’

เมื่อเวลาประมาณ 11.20 น. ที่ สภ.คลองหลวง นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน พร้อมด้วย น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล แกนนำราษฎรและแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม พร้อมด้วยประชาชนส่วนหนึ่ง เดินทางมาให้กำลังใจ นายณัฐชนน ไพโรจน์ แกนนำแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ในการเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากกรณีครอบครองหนังสือปกแดง

แต่แล้วได้เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นเล็กน้อย โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามขัดขวางและยึดสายไฟของนายพริษฐ์ ซึ่งพยายามจะทำการติดตั้งลำโพง เพื่อกล่าวให้กำลังใจเพื่อนในการเข้ารับทราบข้อกล่าวหา

นายพริษฐ์กล่าวว่า ขาดแคลนงบประมาณขนาดนั้นเลยหรือ ไม่เข้าใจจริงๆ เชื่อเขาเลยพี่ สายไฟยังเอา

จากนั้น นายพริษฐ์กล่าวผ่านเครื่องขยายเสียงว่า ท่านผู้กำกับ สภ.คลองหลวง ยากเย็นเหลือเกิน กว่าจะได้ใช้ลำโพง ตอนแรกกะว่าจะตั้งข้างใน พวกคุณก็อุ้มไป พอรถมาจอด เอาของวางไว้ตรงนี้ ก็ขนตำรวจมาเป็นพรวน มาเพื่อออกใบสั่ง เพื่อเสียค่าปรับ ยังมาเอาสายไฟเราไปอีก สายไฟวางอยู่ตรงนี้ก็เนียนๆ มาหยิบไป ผมไม่เข้าใจจริงๆ งบประมาณขาดแคลนขนาดนั้นเลยหรือ เข้าใจว่าเศรษฐกิจไม่ดี แต่ถึงกับต้องมาขโมยสายไฟเลยหรือ คิดว่าเราไม่มีสาย จะเปิดลำโพงไม่ได้ล่ะสิ โทษทีเรามีสำรอง จะเข้าไปแจ้งความข้อหาลักทรัพย์ด้วย กฎหมายก็เรียนมา ทรัพย์สินแม้แต่บาทเดียว ถ้าหยิบไปโดยไม่ได้รับอนุญาต ความผิดก็สำเร็จ แล้วไม่เข้าใจ เอาตำรวจมาเฝ้าอะไรเยอะแยะตรงนี้

“เดินเรียงแถวออกมา พอเราจะไปตั้งโปรเจคเตอร์ก็ว่าขวางทาง ไม่เข้าใจจริงๆ ผู้กำกับ สภ.นี้คิดอะไรอยู่ คุณพี่เป็นคนจังหวัดอะไรคะ ไม่เข้าใจจริงๆ ตำรวจคุกคามประชาชนได้ขนาดนี้ เนื่องในโอกาสนี้ จะขอเปิดเพลงให้ อย่างว่า ตำรวจมีหน้าที่รับใช้กฎหมายและอำนาจ แต่ถ้าอำนาจทมิฬ ตำรวจก็จะทมิฬตาม พูดถึงผู้บังคับบัญชานะ ฟังไว้ๆ” นายพริษฐ์กล่าว

จากนั้นทำการเปิดเพลง “มาร์ชพิทักษ์สันติราษฎร์” ความตอนหนึ่งว่า “เกียรติตำรวจของไทย เกียรติ วินัย กล้าหาญมั่นคง จะดำรง พิทักษ์ สันติราษฎร์นั้น ถึงตัวจะตายก็ช่างมัน มิเคยคำนึงถึงชีวัน เข้าประจันเหล่าร้ายเพื่อประชา”

บทความก่อนหน้านี้ไต้หวันเริ่มใช้พาสปอร์ตแบบใหม่ ย้ำอัตลักษณ์ตนเองแยกออกจากจีน
บทความถัดไปศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ | อนาคตประเทศไทย หลังโควิดระบาดระลอกสอง