เปิดใจ น.ศ.ชูป้ายถูกอนาจาร ไม่กังวล ‘ปารีณา’ แจ้งความ ขอบคุณที่อย่างน้อยก็มาดูความจริง

เปิดใจ หญิงชูป้าย ‘ถูกอนาจาร’ ไม่กังวล ‘ปารีณา’ แจ้งความ ขอบคุณที่อย่างน้อยก็มาดูความจริง

น.ศ.ชูป้ายถูกอนาจาร – เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน นักศึกษาหญิง ผู้ใส่ชุดนักเรียนออกมาชูป้ายว่าถูกทำอนาจารในโรงเรียน ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ ผ่านรายการ เจาะลึก ทั่วไทย ถึงกรณี ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ หลังออกมาชูป้าย และ ถูก นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ โพสต์ข้อความว่าจะเข้าไปแจ้งความ

ในเรื่องนี้ นักเรียนหญิงคนดังกล่าว เปิดเผยว่า ไม่ได้รู้สึกทุกข์ร้อนอะไร ที่ นางสาวปารีณา ไปแจ้งความ เพราะแสดงออกด้วยความบริสุทธ์ใจ และไม่รู้จะฟ้องข้อไหนเช่นกัน ส่วนที่กล่าวว่า เรียนจบแล้วไปใส่ชุดนักเรียนนั้น ไม่มีกฎหมายข้อไหน ที่บอกว่า นักเรียนที่พ้นสภาพจะไม่มีสิทธิใส่ชุดนักเรียน และสิ่งที่ทำไม่ได้มาดิสเครดิตรัฐบาล ยืนยันว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง และถึงต่อให้ไม่ใช่เรื่องจริง เราก็เป็นตัวแทนสื่อสารเรื่องนี้ ว่ามันเกิดขึ้นจริงๆ

“มองว่าควรยุติการใช้เรื่องเพศ เป็นการทำร้ายคู่ขัดแย้งทางการเมืองได้แล้ว สิ่งนี้ รมว.ศึกษาธิการ และรมว.ดิจิตอล ควรออกมาปกป้องเด็กที่ถูกละเมิดทางออนไลน์ โดยเฉพาะปฏิบัติการไอโอ ที่พยายามด้อยค่า กับคนที่เห็นต่างกับรัฐ ซึ่งคิดว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ ส.ส. ควรออกมาเป็นกังวล ควรพิจารณาว่าจะสร้างประโยชน์มากกว่า เรื่องนี้ไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องดี แต่อยากสร้างให้สร้างประโยชน์มากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ยุติความรุนแรงของผู้หญิง ถ้ารัฐบาลพูดถึงสิทธิมนุษยชน หรือหลักสากล ในฐานะผู้หญิง ก็เป็นหนึ่งในมนุษย์เช่นกัน อยากให้ออกมาปกป้อง สิทธิสตรีด้วย อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มองว่า รัฐเป็นคนทำปฏิบัติการไอโอ แต่ว่ามีคนออกมาทำเช่นกัน”

สำหรับเหตุการณ์ ที่ถูกคุกคามทางเพศในโรงเรียนนั้น นักเรียนหญิงรายดังกล่าว เปิดเผยว่า ได้คุยกับผอ. แล้ว ติดต่อผอ.ไปกรกฏาคม 2563 ผอ. ก็พยายามให้ความเป็นธรรม แต่ว่าอาจไม่ได้มากพอ และกระบวนการยังไม่ชัดเจน โดยทางผอ.ก็พยายามสืบสวนเรื่องนี้ แต่เป็นการเรียกครู คู่กรณี มาถามว่าเกิดเหตุการณ์นี้จริงหรือเปล่า และอาจารย์ให้การปฏิเสธไป และก็จบไป ได้เจอเขา 2 ครั้ง ครั้งแรกเล่าเรื่องราว ก็อยากเห็นโรงเรียนปลอดภัย อยากให้จบเหมือนกัน ก็ไปแจ้ง แต่ครั้งที่ 2 ที่ได้เจอ มีผอ. มีครู ที่มานั่งคุยกัน ว่าไม่นิ่งนอนใจ ได้สอบสวนแล้ว แต่ให้การปฏิเสธ

อย่างไรก็ตาม ครูรายนั้น ยังคงสอนอยู่ โดยเรื่องดังกล่าว เกิดขึ้นตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผ่านมาแล้วประมาณ 5 ปีได้

เมื่อถามว่า เหตุใดถึงปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปนั้น นักเรียนหญิงรายดังกล่าว ระบุว่า ก็คิดว่า มันก็คงจะยาก แต่ที่กลับไปคุย เพราะคิดว่า เรื่องพวกนี้ ได้บอกผอ.ไปหมดแล้ว สิ่งที่เล็กที่สุดคือ ลงโทษ สิ่งที่ใหญ่ คือเปลี่ยนแปลงระบบอย่างจริงจัง ต้องกลับมายอมรับว่า โรงเรียนไม่ได้ดี 100% ต้องกลับมายอมรับ และเกิดการคุกคามทางเพศ และความรุนแรงในโรงเรียนจริงๆ เมื่อรับความจริงก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ต้องการให้เด็ก มีองค์ความรู้เกี่ยวกับสิทธิในร่างกายตัวเอง เขาควรจะรู้ว่าเขามีสิทธิอะไร เมื่อเกิดเหตุ เขาต้องไปแจ้งใคร ปฏิเสธได้ไหม โรงเรียนมีหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้ มีกฎหมาย ศธ. ลงมาดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง

“ตนป่วยเป็นโรคจิตเวช หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ก็บอกพ่อไป แล้วอยากดำเนินการ พ่อก็ให้การช่วยเหลือ แต่ตอนนั้นเป็นแพนิค ดิสออเดอร์ ที่ค่อนข้างรุนแรง การจะแอคชั่นอะไร ก็ต้องมีคลื่นที่กลับมา แต่ยังไม่พร้อม ปรึกษาแพทย์ และนักจิตวิทยา ว่าให้รักษาตัวเองก่อน ยังไม่พร้อม สำหรับเรื่องนี้ ก็ออกมาเคลื่อนไหวได้ 2 ปีแล้ว แต่เพิ่งได้รับความสนใจ”

“หลังออกมาเคลื่อนไหว ก็ได้ฟีดแบ็กว่า ทำไมไปอยู่สถานที่ตรงนั้น แต่งตัวอย่างไร นี่เป็นวัฒนธรรมที่ผู้กระทำผิดไม่ได้รับการลงโทษ เพราะทำให้เหยื่อหวาดกลัว”

พร้อมกันนี้ ได้กล่าวถึงกรณี นางสาวปารีณา จะเข้าไปแจ้งความว่า ไม่ได้สนใจเรื่องนั้น แต่ก็มีทีมกฎหมาย เรามีองค์กรสิทธิฯ มาในฐานะที่ซัพพอร์ททั้งจิตใจ และตัวคดี ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคุณเอ๋ ปารีณา เรื่องของปารีณา ไม่ได้มองเป็นเรื่องใหญ่อะไร เพราะพี่เขาก็เป็นส.ส.ที่ดีคนหนึ่ง เป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชนได้ไม่มากก็น้อย ก็ยังเชื่อว่า เขาก็ยังเป็นคนดี ไม่ได้มองว่าใครชั่วร้าย 100%

“อย่างน้อยที่ออกมาพูดเรื่องหนู ก็ขอบคุณที่อยากออกมาดูความจริง ว่าเป็นอย่างไร”

ทั้งนี้ นักเรียนหญิงคนดังกล่าว ยืนยันว่า หญิงสาวที่ใส่ชุดบิกินี ชูป้ายในม็อบนั้น ไม่ใช่ตน และมองว่า “ถึงต่อให้เป็นหนู ก็ไม่ได้มองว่าสิ่งที่เขาชูป้ายมันแย่ เพราะเขาแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น”

บทความก่อนหน้านี้E-DUANG : สร้างพันธมิตร ภายในแนวร่วม แสวง”จุดร่วม” สงวน”จุดต่าง”
บทความถัดไปบิ๊กป้อม ปัด ‘ไม่รู้’ กรณีเอกสารลับมากสมช. หลุดว่อนเน็ต เผยม็อบ 25 พย.กำชับจนท.ดูแลตามกฎหมาย