ศูนย์ทนายสิทธิฯเปิดรายงาน ชุมนุมการเมืองตั้งแต่ต้นปี ถูกจับ 173 คน

วันที่ 25 ตุลาคม 2563 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และ อาร์ติเคิล 19 กล่าวในรายงาน เรื่อง ยุติการปราบปราม เคารพสิทธิในการชุมนุม รัฐบาลไทยละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ชุมนุมโดยสงบอย่างต่อเนื่อง ระหว่างการปราบปรามการชุมนุมเคลื่อนไหวที่ขับเคลื่อนโดยกลุ่มเยาวชนและกําลังขยายวงกว้าง

ซึ่งเจ้าหน้าที่ควรยุติการดําเนินคดีที่ไร้เหตุผลและระงับการใช้กําลังต่อผู้ชุมนุม รัฐบาลควรเติมเต็มพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนของไทย ด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมที่คนไทยสามารถใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบได้อย่างปลอดภัย ปราศจากความกลัวและการแทรกแซงจากภาครัฐ

“การกระทําของเจ้าหน้าที่ไทยยิ่งเพิ่มความน่าเชื่อถือให้ผู้ชุมนุม ซึ่งเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประชาธิปไตยและ เคารพในสิทธิมนุษยชน” เยาวลักษณ์ อนุพันธุ์ ผู้อํานวยการศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าว

“ลูกความของเราจํานวนมากเผชิญกับโทษจําคุกหลายปี บางรายเป็นสิบปีแค่เพียง เพราะเข้าร่วมการชุมนุมอย่างสงบ วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล หรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในประเทศไทยอย่างเปิดเผย”

รายงาน สิ่งที่กําลังเกิดขึ้นในประเทศไทย: การปราบปรามสิทธิการประท้วงโดยรัฐ บรรยายการละเมิดสิทธิ มนุษยชนที่เกี่ยวเนื่องกับวิธีการที่รัฐบาลไทยโต้ตอบต่อการชุมนุมเคลื่อนไหวนําโดยเยาวชนในปี 2563 รายงานฉบับนี้รวบรวมข้อมูลจากรายงานข่าว เอกสารทางการ ข้อมูลสาธารณะ รวมถึงบันทึกข้อมูลของ

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน องค์กรที่ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่บุคคลที่ถูกฟ้องร้องด้วย ข้อหาต่าง ๆ เนื่องมาจากกิจกรรมการชุมนุม ตั้งแต่ต้นปี 2563 คนไทยหลายพันคนจัดการชุมนุมและเดินขบวนเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลซึ่งได้รับการ สนับสนุนจากกองทัพยุบสภา ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และหยุดคุกคามนักกิจกรรมและบุคคลที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ในสามเดือนที่ผ่านมา การชุมนุมเคลื่อนไหวสื่อสารข้อเรียกร้องชัดเจนให้ปฏิรูปสถาบันถือเป็นพัฒนาการที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทย

เจ้าหน้าที่ไทยยังใช้กลยุทธ์หลายประการเพื่อพยายามกําจัดการชุมนุมเคลื่อนไหว รัฐบาลใช้อํานาจตามพระราชกําหนดสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อยับยั้งการชุมนุมสองครั้ง ในเดือนมีนาคม รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อรับมือการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และออกข้อกําหนดหลายฉบับ
รวมถึงข้อห้ามการชุมนุมสาธารณะซึ่งมีบทบัญญัติกว้างขวางและคลุมเครือ ตั้งแต่ประกาศข้อกําหนดกระทั่ง สิ้นเดือนกรกฎาคม รัฐบาลบังคับใช้ข้อกําหนดเหล่านี้โดยพลการต่อกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย แต่ขณะเดียวกันกลับอนุญาตให้การชุมนุมอื่นดําเนินต่อไปได้และให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับคืนสู่ภาวะปกติใน

เดือนตุลาคม รัฐบาลประกาศ “สถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง” เพื่อโต้ตอบต่อการชุมนุมต่อเนื่องขนาดใหญ่ในกรุงเทพมหานคร และสั่งห้ามการชุมนุมของบุคคลตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป โดยอ้างเหตุผลความมั่นคงแห่งชาติภายหลังการบังคับใช้หนึ่งสัปดาห์รัฐบาลประกาศยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง

ตั้งแต่ต้นปี 2563 มีบุคคลอย่างน้อย 173 คนถูกเจ้าหน้าที่จับกุมและกล่าวหาเกี่ยวกับกิจกรรมการชุมนุม หลายคนถูกกล่าวหาว่าละเมิดมาตรการภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งมีโทษสูงสุดจําคุกสองปีบ้างถูกกล่าวหาว่าฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ บุคคลอื่นถูกกล่าวหาว่าละเมิดข้อหายุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษสูงสุดจําคุกเจ็ดปีนักกิจกรรมและแกนนําการชุมนุมที่มีชื่อเสียงยังเผชิญข้อกล่าวหาในหลายคดีอีกด้วย

หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลได้เพิ่มวิธีและช่องทางปราบปรามผู้ชุมนุม การชุมนุมอย่างสงบหลายแห่งถูกสลายโดยตํารวจปราบจลาจลโดยปราศจากคําอธิบายที่ชัดเจน และโดยวิธีการที่ละเมิดมาตรฐานการใช้กําลังของเจ้าพนักงานบังคับใช้กฎหมาย เจ้าหน้าที่ยังขัดขวางทางเข้าออกสถานที่ชุมนุมและสั่งปิดเครือข่ายขนส่งสาธารณะบางแห่ง ละเมิดสิทธิของผู้ชุมนุม รวมถึงผู้โดยสารและผู้อื่นที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร รัฐบาลยังประกาศคําสั่งที่พยายามให้บริษัทสื่อสังคมออนไลน์และผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตปิดกั้นเนื้อหาที่เป็นการ วิจารณ์รัฐบาลพร้อมทั้งขัดขวางช่องทางการสื่อสารของผู้ชุมนุม

การโต้ตอบของรัฐบาลต่อการชุมนุมเคลื่อนไหวขัดกับพันธกรณีภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) สนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนซึ่งประเทศไทยให้สัตยาบันเป็นภาคีใน ปีพ.ศ. 2509 คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติหน่วยงานรับผิดชอบติดตามการบังคับใช้ สนธิสัญญาฉบับนี้ได้อธิบายความรับผิดชอบของรัฐบาลที่เกี่ยวกับการชุมนุมเพิ่มเติมในข้อวินิจฉัยทั่วไป (General Comment) ที่ 37 ซึ่งเผยแพร่ในเดือนกันยายน

คณะกรรมาธิการเน้นยํ้าว่าเจ้าหน้าที่ต้องไม่เพียงแต่ระงับการละเมิดสิทธิของผู้ชุมนุม แต่ต้องก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่บุคคลสามารถใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบได้ นอกจากนี้คณะกรรมาธิการยังชี้ให้เห็นว่า ตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ การปราศรัยและการชุมนุมที่มีเนื้อหาทางการเมืองควรได้รับการคุ้มครองมากขึ้น

“การกระทําของรัฐบาลไทยเสียงดังกว่าคําพูด” แมทธิว บิวเฮอร์หัวหน้าภูมิภาคเอเชีย อาร์ติเคิล 19 กล่าว

“เจ้าหน้าที่ใช้ข้ออ้างความปลอดภัยสาธารณะเพื่อยับยั้งการชุมนุม แต่ต่อมากลับโจมตีผู้ชุมนุมด้วยการฉีดนํ้าแรงดันสูงและล้อมด้วยตํารวจปราบจลาจลเสียเอง เจ้าหน้าที่เตือนว่าการชุมนุมเป็นการขัดขวางการจราจร แต่กลับปิดกั้นเส้นทางคมนาคมของทั้งจังหวัด ถึงเวลาแล้วที่ผู้นําประเทศไทยจะเริ่มรับฟังเสียงของผู้ชุมนุมแทนที่จะพยายามปิดปากพวกเขา”

ทั้งนี้ จากการสอบถามเพิ่มเติมกับผู้อำนวยการศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนนั้น ระบุว่าทั้งหมด 173 คนที่ถูกดำเนินคดี ล้วนเป็นผู้ชุมนุมหรือนักเคลื่อนไหวฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

บทความก่อนหน้านี้“เทพไท” แนะ “ประยุทธ์” ปรับญัตติ ม.156 ร่างรธน.ให้เสร็จภายใน 6 เดือน ก่อนยุบสภา-เลือกตั้งใหม่
บทความถัดไปหมอโต้ “ประยุทธ์” คลายล็อกบัตรทองไม่จริง เสี่ยงทำแพทย์-พยาบาลถูกคนไข้ด่า