‘สุพิศาล’ ชี้บ้านเมืองยังปกติ ไม่เห็นต้องใช้สถานการณ์ฉุกเฉิน เตือน ตร. ระวังโดนฟ้องกลับ

‘สุพิศาล’ ชี้บ้านเมืองยังปกติ ไม่เห็นต้องใช้สถานการณ์ฉุกเฉิน เตือน ตร. ระวังโดนฟ้องกลับ

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2563 พลตำรวจตรีสุพิศาล ภักดีนฤนาถ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติออกประกาศ 6 ฉบับ สถานการณ์ฉุกเฉินฯ ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่สัญญาบัตรค้นได้ทุกที่และสามารถเรียกบุคคลมารายงานตัว

พลตำรวจตรีสุพิศาลกล่าวว่า ไม่เห็นด้วยต่อการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพฯ ของรัฐบาล เป็นการลุแก่อำนาจในการใช้กฎหมายจัดการกับประชาชน เพราะการที่รัฐบาลอ้างเหตุเหตุเชื่อมต่อกับเหตุการณ์ ที่เกิดจากข้อบกพร่องของการถวายความปลอดภัยในเส้นทางเสด็จฯ และอ้างเรื่องการป้องกันในการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

“ประชาชนคนไทยทั้งประเทศและผู้ติดตามข่าวสาร ย่อมเห็นชัดเจนแล้วว่ากลุ่มผู้ชุมนุมที่ออกมาประท้วงเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษาเป็นส่วนใหญ่ที่ออกมาแสดงสิทธิและเสรีภาพในการชุมนุม แม้กระทั่งยังพยายามหลีกเลี่ยงและเลื่อนเวลาที่ได้กำหนดไว้เดิม เพื่อไม่ให้ทับกับเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน อันแสดงถึงเจตนาของกลุ่มผู้ชุมนุมและแกนนนำอย่างชัดเจน แต่กองกำลังของเจ้าหน้าที่ที่ทำการอารักขาทำไมจึงหละหลวมและปล่อยให้เกิดเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น รวมทั้งการอ้างถึงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นที่รับรู้กันว่าขณะนี้โดยความเสียสละของพี่น้องประชาชนและบุคลากรทางสาธารณสุข ทำให้ไม่มีการแพร่ระบาดภายในประเทศแล้ว ทั้งหมดจึงเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างจากทางรัฐบาล เป็นการลุแก่อำนาจเท่านั้น จึงไม่เห็นด้วยในประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตั้งแต่แรก” พลตำรวจตรีสุพิศาลกล่าว

พลตำรวจตรีสุพิศาลยังกล่าวต่อไปด้วยว่า เมื่อรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีได้ออก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฉบับนี้ยังได้มอบหมายให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงและได้มีการออกข้อกำหนด ในอำนาจดังกล่าวเพื่อกำจัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตลอดจนทำลายหลักสิทธิมนุษยชนที่ทั่วโลกรับรองไว้ และในข้อกำหนดที่ออกมาทั้ง 6 ฉบับ ถือได้ว่าขัดต่อความรู้สึกและเหตุการณ์จริงที่รับรู้กันโดยทั่วไป ไม่ว่าในการกำหนดสถานที่ควบคุมที่ห่างไกลจากที่เกิดเหตุ ซึ่งยิ่งเป็นการจำกัดสิทธิที่ของผู้ถูกจับกุม ส่งผลให้ญาติและทนายความ เกิดความยากลำบากในการเยี่ยม ในการติดต่อและดำเนินการตามกฎหมาย รวมทั้งการห้ามนำยานพาหนะหรือสิ่งของเข้าไปในพื้นที่ที่ถูกกำหนดมาล่วงหน้า ซึ่งยังไม่มีการก่อเหตุหรือการชุมนุมดังกล่าวเกิดขึ้น จึงเป็นการสร้างผลกระทบของประชาชนในการเดินทาง และยังเป็นการกระทบกับสิทธิของผู้ค้ารายย่อยและเจ้าหน้าที่ในห้างสรรพสินค้าต่างๆ

รวมถึง ในการแต่งตั้งเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะมีอำนาจค้นหรือเรียกเอกสาร สอบสวน จับกุม ควบคุม ตลอดจนเรียกบุคคลมารายงานตามฉบับที่ 3 กับฉบับที่ 5 นั้นจะพบว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นในการชุมนุมนั้นถือเป็นเหตุการณ์ปกติ ที่มี พ.ร.บ.การชุมนุมควบคุมอยู่แล้วและมีการรับรองสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว การประกาศมาตรการเช่นนี้จึงไม่ได้สัดส่วนกับสถานการณ์จริง เป็นการใช้อำนาจที่เกินกรอบของกฎหมาย อีกทั้งยังเกรงว่าการประกาศเช่นนี้ พนักงานที่ได้รับแต่งตั้งจะใช้อำนาจเกินกว่าวัตถุประสงค์และกรอบของกฎหมายเป็นอย่างยิ่ง จึงขอเตือนเจ้าพนักงานตำรวจให้ใช้อำนาจ ยึดโยงกับการกระทำ เพื่อป้องกันการฟ้องกลับด้วย

“ขอให้รัฐบาลยุติการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินโดยทันที เพราะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นปรากฎชัดต่อสายตาคนทั้งโลกแล้ว ว่าเหตุการณ์ร้ายแรงไม่ได้เกิดขึ้นจริงตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง นอกจากนี้ประชาชนและผู้ได้รับผลกระทบจากความเดือดร้อนของการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ยังสามารถฟ้องร้องต่อศาลที่สามารถรับฟ้องความเดือดร้อนได้ในเชิงประเด็นที่กฎหมายไม่ได้ยกเว้นไว้ได้ด้วย” พลตำรวจตรีสุพิศาลกล่าว

บทความก่อนหน้านี้‘เหรียญทอง’ อ้าง รพ.ถูกขู่วางบึ้ม ถามบรรดาหมอ จะแถลงค้านขู่วางระเบิด รพ.บ้างไหม
บทความถัดไปเตรียมหารือเปิดประชุมวิสามัญ หาทางออกประเทศพรุ่งนี้ ชี้ รธน.ร่างไอลอว์ เข้าไม่เกินปลายเดือน พ.ย.